Yellow Tokyo #7 : The Dark Side

เข็ดรถไฟหวานเย็นแล้ว กว่าจะถึงล่อไปเกือบ 2 ชั่วโมง ขากลับโตเกียวเลยขึ้น Limited Express Kaiji (ตอนเล่นเกมขับรถไฟชอบขบวนนี้มาก เป็นรถด่วนจอดเฉพาะสถานีหลักเลยซิ่งได้ :P ) ใช้ HP หมดไปกับการปั่นจักรยานแล้วพอขึ้นรถไฟเลยหลับยาวจนถึงสถานี Kichijoji ถ้าใครเคยอ่านการ์ตูนเรื่อง GTO คงพอรู้จัก เป็นย่านที่อาจารย์โอนิซึกะมาอยู่บ่อยๆ ย่านนี้ดังเรื่องเสื้อผ้าราคาไม่แพงกับของมือสอง ใกล้ๆ ยังมีสวนสาธารณะ Inokashira กับ Ghibli Museum ที่จองตั๋วไม่ทันด้วย มาเดินแถวนี้ให้ช้ำใจเล่นละกัน DSC_0177_2 รอบสถานีรวมถึงย่านการค้าเริ่มประดับไฟคริสต์มาสกันแล้ว คนญี่ปุ่นนี่รีบจัง เหลืออีกตั้งเดือนนึง ย่านคิจิโจจินี้ร่ำลือกันว่ามีร้านเนื้อบดทอดในตำนานที่ไกด์บุ้คทุกเล่มต้องแนะนำ คนเข้าคิวซื้อกันยาวเหยียด เดินมาถึงหน้าร้านถึงกับดีใจน้ำตาแทบไหล ไม่มีคนต่อแถวเลย

…ร้านแม่มปิด T T DSC_0178_2 ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ฟูจิ พลังชีวิตก็ใกล้จะหมดต้องการถัง E โดยด่วน งั้นหาข้าวกินง่ายๆ ใกล้สถานีละกัน มั่วนิ่มเข้าร้านราเมงหน้าสถานีร้านหนึ่ง มีพนักงานหนุ่มๆ รับออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร ด้วยความว่องไวสไตล์ญี่ปุ่น ร้านนี้ไม่มีตู้กดหมายความว่ามื้อนี้ต้องใช้วิชานิ้วจิ้มอีกแล้ว เพื่อลดความเสี่ยง จิ้มเมนูแนะนำนี่แหละ

…เยดโด้ อร่อยสัส!

ปกติราเมงที่เคยกินจะออกแนวเค็มๆ ไม่ก็ซุปกระดูกหมูข้นจนเลี่ยน แต่นี่ไม่เลย อร่อยแสงพุ่ง อร่อยจนกินเสร็จต้องเอาตัวอักษรญี่ปุ่นชื่อร้านมาค้นในเน็ต ได้คำตอบว่าร้านนี้ชื่อ Ippudo Ramen… (ล่าสุดมาบุกเมืองไทยเรียบร้อย) DSC_0163_2 ราเมงเป็นอาหารที่กินง่าย ไม่แพง ช่วงเลิกงานจึงมีมนุษย์เงินเดือนผูกเนคไทมานั่งซดกันซู้ดซ้าดเพื่อรีบกลับบ้าน (หรือกลับไปทำโอทีต่อ) บรรยากาศในร้านเลยค่อนข้างต่างจากร้านอื่นที่เคยกินมา คือวุ่นวาย พนักงานเดินกันขวักไขว่ส่งเสียงตะโกนกันตลอดเวลา เคยดูรายการพวกทีวีแชมเปี้ยน กว่าจะเป็นพ่อครัวราเมงได้ต้องฝ่าด่านต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เป็นคนล้างจาน เด็กเสิร์ฟ ฝากตัวเป็นลูกมือจนฝีมือแก่กล้าพอที่จะเปิดร้านของตัวเองได้ นี่มันการต่อสู้ของลูกผู้ชายชัดๆ (ตอนนี้เรากำลังนั่งซดบะหมี่ท่ามกลางสงครามสินะ)

กลับสู่ความเจริญ สถานี Shinjuku ที่วุ่นวายสุดในโลกมนุษย์ จุดศูนย์กลางคมนาคม รถไฟสิบกว่าสาย ลึกลงใต้ดินไป 6-7 ชั้น มีทางออกกว่าสองร้อย มาถึงปุ๊บก็หลงแบบออโต้เลย บ้าไปแล้ววว ด่านเขาวงกตมาริโอ้ยังไม่ปวดหัวขนาดนี้ แผนที่ไม่ช่วยอะไร เสียเวลาอย่าไปดู วิธีการของเราก็คือเจอประตูไหนก็ออกมันตรงนั้นนั่นแหละ ค่อยไปมั่วข้างบนเอาง่ายกว่า 55

โผล่ขึ้นมาบนดินก็เจอร้าน Yodobashi ที่คุ้นตามากๆ ยืนนึกอยู่สักพัก เฮ้ย นี่มันซอยฉากจบใน Lost in Translation ที่ลุงพระเอกกับนางเอกเจอกันครั้งสุดท้ายนี่หว่า ฟลุ้คโคตร ว่าแล้วก็ไปยืนเหงาๆ สวยๆ เลียนแบบ Scarlett Johansson (เดี๋ยวๆ แกเป็นผู้ชาย)

DSC_0426

ชินจูกุมีสองฝั่งคือตะวันตกกับตะวันออก เดินข้ามทางรถไฟไปจะเป็นอีกฝั่งนึง ทีแรกจะเดินในสถานีแต่ไปไม่ถูกจริงๆ คนเยอะแบบโหดสัส เลยเดินตามชาวบ้านไปเรื่อยๆ เจออาณาจักร Uniqlo เออ มันก็แหล่งชอปปิ้งนี่แหละ DSC_0438 เดินตามคลื่นมนุษย์ข้ามฝั่งไปถึงถนนคนเดินก็เจอร้านค้าโอทอปประจำชินจูกุ ร้านเซ็กส์ชอปที่ชอบเปิดคาราโอเกะเพลงไทยในตำนาน!!

เอาจริงๆ ร้านเซ็กส์ชอปนี่เจอคนไทยเยอะกว่าคนญี่ปุ่นอีก (ฮา)

DSC_0447

จากถนนคนเดินชินจูกุเดินตรงไปเรื่อยๆ จะถึง Kabukicho ศูนย์รวมสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ร้านนวด (เรียกว่าย่านโลกีย์ก็ได้มั้ง) มาถึงญี่ปุ่นด้วยความหื่น เอ๊ย อยากรู้อยากเห็นต้องขอทัวร์ย่านนี้ซะหน่อย

DSC_0446

ด่านแรกที่เจอเลยคือดงโฮสต์ครับ ผมนี่อึ้งไปเลยเพราะตามข้อมูลคาบูกิโจคืออัครสถานแหล่งบันเทิงสำหรับหนุ่มๆ แต่เสือกเจอดงโฮสต์ซะงั้น (หรือว่าเป็นโฮสต์สำหรับท่านชายวะ) แต่ละแต่งตัวแบบจัดเต็มหยั่งกะไปงานกาล่าดินเนอร์ แต่ทรงผมพวกพี่ยังเป็นทรงเจป๊อปยุค 2000 อยู่เลย ประมาณทักกี้ & ซึบาสะ,ยามะพีที่ดังในบ้านเรายุคนั้นไม่ก็ดงบังยุคแรกอ่ะ ย้อมทองๆ นึกออกมะ? (อาจจะเป็นทรงบังคับ ถ้าไม่ไว้อาจจะถูกยึดใบอนุญาตมั้ง)

ถัดจากดงโฮสต์มาเป็นดงไนจีเรีย (เริ่มคัลท์ขึ้นเรื่อยๆ) พวกแอฟริกานี่จะถือเมนูที่มีแต่รูปผู้หญิงเดินเข้ามาชวนไปนวด เคยได้ยินว่ามีดาราเอวีตกอับบางคนมาทำงานพวกนี้ด้วย (ราคาแพงนรก) พี่ไนจีเรียแต่ละคนช่างตื๊อมาก สงสัยชาติก่อนเคยติดตังค์มัน  พยายามเซย์โน กลัวว่าอยากรู้อยากเห็นขอดูเมนูแล้วแม่งอุ้มไปเลย อย่ามายุ่งกับข้า ข้าไม่มีตังค์โว้ย

การเดินสำรวจด้านมืดของญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่มุมมืดขึ้นเรื่อยๆ พ้นจากแสงสีจากป้ายร้านค้าสองข้างทางเหลือแค่ซอยมืดกับไฟวับๆ แวมๆ เห็นผู้ชายใส่สูท เจาะหู รองเท้าหนังสีขาว 5-6 คนเดินอยู่ข้างหน้า ยูนิฟอร์มแบบนี้คงไม่ใช่แก๊งอีกาแน่นอน ยากูซ่าสิครับเพ่! ว่ากันว่าธุรกิจด้านมืดของญี่ปุ่นมักมียากูซ่าอยู่เบื้องหลังแม้แต่ตำรวจยังไม่กล้ายุ่งท่าจะจริงแฮะ จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายพวกพี่เค้าก็เกรงใจ กลัวพี่เค้าอยากได้นิ้วที่กดชัตเตอร์ไปเป็นของที่ระลึก การได้เจอยากูซ่าตัวเป็นๆ ที่คาบูกิโจเหมือนได้เจอเกอิชาที่เกียวโต นับเป็นจุดสูงสุดของการเที่ยวญี่ปุ่นเลยทีเดียว

หนึ่งในความฝันตั้งแต่นมแตกพาน ตั้งแต่ยังแอบคนที่บ้านดูวีดีโอ ไรท์แผ่นต่อจากเพื่อน ซื้อหนังไม่ตรงปกที่คลองถม จนมาถึงยุคบิททอร์เร้นต์ ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง ได้เวลาบุกร้านหนังโป๊ เล็ทซึโก!

ที่ผ่านมาโหลดดูฟรีมาตลอด ถึงเวลาคืนรายได้ให้อาโออิจัง คาเอเดะจัง อาซึมิจัง ดาราเอวีคนโปรดของเราบ้างแล้ว XD

IMG_6440

การหาแผ่นที่ต้องการค่อนข้างยากพอสมควร ประการแรกคือหนังมันเยอะมาก ลองคิดดูว่าดาราเอวีมีเป็นหมื่น แถมแต่ละคนเล่นเป็นร้อยเรื่อง! แต่ร้านเอวีจะต่างกันตรงที่แบ่งชั้นวางตามค่ายแล้วก็ชื่อดาราเรียงตามตัวอักษร (ถ้าพอรู้อักษรญี่ปุ่นจะมีประโยชน์มาก) ไม่ได้เรียงตามประเภทหนังแบบร้านดีวีดีทั่วไป (อยากให้จัดตามประเภทเหมือนกันนะ ชั้นนี้แนวแบ๊วใส ชั้นนี้แนวฮาร์ดคอร์ ไรงี้ :P )

ร้านหนังเอวีในโตเกียวเองเท่าที่บุกมา ส่วนมากจะอยู่ตามซอกตึกไม่ก็ชั้นใต้ดิน (ไม่นับตึกเขียวในตำนาน) ภายในร้านจะแคบถึงแคบมาก มีกล้องวงจรปิดแทบทุกมุม (สงสัยคนจิ๊กเยอะ) หลายร้านมีโซนมือสองขายถูกๆ ตามสภาพ เหลือแผ่นละไม่กี่ร้อยเยนก็มี บางร้านก็มีจุดขายของตัวเอง เช่นมีร้านนึงแถว Akihabara มีโซนหนังเอวีคลาสสิค ยังเป็นม้วนวิดีโออยู่เลย เก่ามากกก

AmrmAJf_AFYyN8vifunW0EU5kNhvev0Yp_E8Wa6Qs2g=w468-h626-no

พูดถึงอากิบะนี่จริงๆ ก็แอบไปเดินทุกวัน แต่ไปเดินแบบโฉบก่อนกลับโรงแรมเพราะมันใกล้ แต่ก็ได้เดินแค่แป๊บๆ เพราะสองทุ่มร้านค้าเริ่มทยอยปิดกันแล้ว (ขนาดมีเวลานิดเดียวยังได้โมเดลกันดั้มมาสองกล่อง ถ้ามีเวลาทั้งวันจะสิ้นเนื้อประดาตัวขนาดไหน – -”)

DSC_0303_2

DSC_0318_2

อากิบะช่วงกลางวันก็คือเป็นย่านอุปกรณ์ไฟฟ้า แหล่งของเล่นสำหรับโอตาคุที่ทุกคนรู้จัก แต่พอค่ำเลิกงานมักจะมีสาวๆ แต่งคอสเพลย์หรือชุดนักเรียนยืนแจกใบปลิว อาจจะเป็นเมดคาเฟ่หรือร้านนวดขึ้นอยู่กับคอสตูมของสาวยืนแจก แต่จากการยืนสังเกตดูสักพักนึงพบว่าจะมีผู้ชายยืนคุมอยู่ห่างๆ อีกที ไม่รู้ว่าเป็นแฟนมาเฝ้าหรือเป็นคนที่เจ้าของร้านส่งมาดูแลกันแน่ ขืนไปขอถ่ายรูปมั่วซั่วอาจจะโดนกระทืบได้

DSC_0320_2

DSC_0324_2

อย่างที่บอกว่าแหล่งช้อปปิ้งในโตเกียวปิดกันค่อนข้างเร็ว สองสามทุ่มก็ปิดกันแล้ว รู้สึกว่าไม่รู้จะไปไหน สุดท้ายก็ไปเดินต่อที่ร้านหนังโป๊เพราะปิดกันห้าทุ่ม ไม่ก็ร้าน BOOK-OFF หนังสือ+ซีดีมือสองที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่น (ถามสต๊าฟโรงแรมว่าแถวนี้มีร้าน BOOK-OFF บ้างมั้ย สต๊าฟทำหน้าไม่เข้าใจเลยเอาใหม่ กดปุ่มเปลี่ยนภาษาเป็น “บุคุโอบุ” นางพยักหน้าเข้าใจแล้วเขียนแผนที่ให้เลย ตลกดี)

เดินซื้อของเล่นอากิบะยังแค่ซ้อมล้มละลาย เจอร้าน BOOK-OFF เข้าไปล้มละลายของจริง หนังสือการ์ตูนเล่มละร้อยห้าเยน ซีดีอัลบั้มของศิลปินระดับตำนานแผ่นละห้าร้อยเยน ถูกแบบซื้อไปเขวี้ยงหัวเพื่อนยังได้ หนังเรื่องที่เคยดูแผ่นเถื่อนโมซับไทย พวกดีวีดีคอนเสิร์ตเก่าๆ หายากก็มี (เราได้ดีวีดี Swing Girls : First & Last Concert ในราคาสองร้อยบาทมีทอน สุโค่ยยยย)

IMG_6441

แถว Jimbocho รอบๆ โรงแรมนอกจากเป็นย่านหนังสือมือสองแล้ว ร้านหนังโป๊มือสองก็เยอะเหมือนกัน ปิดดึกด้วย ระหว่างเดินกลับโรงแรมเลยมีโอกาสแวะได้เข้าไปส่อง ได้ของติดไม้ติดมือมาเล็กน้อย XD

แถวสถานียังมีร้านหนังเอวีอีกประเภทนึงคือร้านเช่า ไม่ใช่เช่าแผ่นกลับบ้านนะ เป็นห้องพักคิดเป็นรายชั่วโมง (อารมณ์ประมาณเน็ตคาเฟ่) มีเตียงให้นอนพักพร้อมทีวีจอใหญ่ แล้วก็เช่าหนังขึ้นไปนอนดู (เคยเจอรีวิวบอกว่าหยิบไปกี่แผ่นก็ได้ ดูจบแล้วเอาลงมาเปลี่ยนเรื่องใหม่ดูต่อได้อีก) เอาไว้ตกรถไฟไม่มีค่าแท็กซี่เมื่อไหร่จะมาลองนะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s