Yellow Tokyo #5 : Falling

เคยได้ยินว่าคนญี่ปุ่นมักจะดูพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้าน เนื่องจากการทำนายลมฟ้าอากาศของญี่ปุ่นค่อนข้างแม่นยำ นักข่าวพยากรณ์อากาศดังๆ มีแฟนคลับไม่น้อยหน้าไอดอลเลย (แบบชินจังชอบดูนักข่าวลมฟ้าอากาศสาวสวย) เช้าวันนี้เดินออกมาเห็นมนุษย์เงินเดือนชุดสูทถือร่มกันเลยวิ่งกลับไปหยิบร่มฟรีที่โรงแรมมีให้บริการติดตัวมาด้วย เข้าเมืองตาตี่ต้องตี่ตาตาม

มาถึงญี่ปุ่นต้องนั่งชินคันเซ็น จากแผนที่วางไว้คือนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวไปลงสถานี Oyama แต่ด้วยความที่เป็นโอตาคุรถไฟ ไหนๆ ใช้ JR Kanto Pass แล้วต้องเอาให้คุ้ม เตลิดไปถึง Utsunomiya มันซะเลย แล้วที่นั่นมันมีอะไรฟะ? เท่าที่พอจำได้คือถ้าจะไป Nikko เมืองมรดกโลกต้องมาต่อรถไฟที่อุตสึโนะมิยะ มีพาสขึ้นฟรี โอเค งั้นไปนิกโก มีอะไรบ้างไม่รู้แต่แม่ช้อยการันตีว่าเป็นเมืองมรดกโลก ถึงขนาดมีสโลแกนว่า Nikko is Nippon ทุกรีวิวในพันทิปต้องไปคงมีอะไรพิเศษใส่ไข่ออนเซ็นบ้างล่ะ กะว่าไปแบบชะโงกทัวร์ก็พอเพราะยังมีภารกิจฟิชโช่ต้องพิชิตอีกเยอะ

การซื้อตั๋วชินคันเซ็นไม่ใช่ว่ามีพาสแล้วจะเดินขึ้นได้เลยเหมือนรถไฟธรรมดา ต้องจองที่นั่งก่อน แต่การจองก็ไม่ยาก ไปที่ห้องขายตั๋วบอกพนักงานว่าจะไปที่ไหนได้เลย ความจริงต้องได้เที่ยวเช้ากว่านี้แต่ตื่นไม่ทัน (โถ) เลยต้องจองเที่ยวถัดไป แต่โชคดีได้ชินคันเซ็นรุ่น E5 Hayabusa หรือที่แฟนคลับตั้งฉายาว่าเจ้าเป็ดเขียวเนื่องจากดีไซน์ของมันคล้ายปากเป็ด เป็นรุ่นที่ใหม่ล่าสุดอันดับสองเพราะเพิ่งถูก E6 เจ้าเป็ดแดงเปิดตัวเมื่อต้นปี ข้างในนั่งสบายกว่าเครื่องบินอีก แถมนิ่มสุดๆ แม้จะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วเกือบ 200 km/h สบายตูดมาก อยากนั่งถึงสุดสายที่อาโอโมริให้รู้กันไปเลย batch_DSC_0819 การนั่งชินกันเซ็นให้เข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นมันต้องกินข้าวกล่องรถไฟด้วยถึงจะครบสูตร แต่ลองเดินดูเอกิเบ็น (ข้าวกล่องรถไฟ) ในสถานีโตเกียวแอบแพงเลยเลือกกล่องที่ถูกสุด (งก) เป็นข้าวหน้าหมูรสชาติธรรมด๊าธรรมดา ถ้าไม่ใช่ข้าวกล่องรถไฟที่เป็นของดีประจำแต่ละสถานี แพ็คเกจอลังการดาวล้านดวงเราว่ากินข้าวกล่องเซเว่นดีกว่า ประหยัดกว่าด้วย คหสต. DSC_0823 ถึงอุตสึโนะมิยะแล้วต้องต่อรถไฟสาย Nikko Line ขบวนรถดูเก่าหน่อยแต่ข้างในสะอาดนั่งสบาย รางรถไฟมีแค่รางเดียวต่างจากในเมือง สองข้างทางเป็นป่าเขา พอใกล้ถึงสถานีก็เป็นหมู่บ้านสลับทุ่งนา นึกถึงรถไฟสายเหนือบ้านเราเลย เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีจากสีเขียวของฤดูร้อนเป็นแดงสลับน้ำตาลของฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่มาญี่ปุ่นก็เจอแต่ความเจริญ พอห่างจากโตเกียวมาเกือบสองร้อยกิโลได้มาเห็นชนบทของญี่ปุ่นนี่มันโคตรน่าอยู่เลย คนแถวนี้จะใช้ชีวิตช้าๆ ชิลๆ เหมือนที่เคยดูในหนังมั้ยนะ batch_DSC_0830 ไม่ได้แพลนมานิกโกตั้งแต่แรกเพราะเราเฉยๆ กับสถานที่ท่องเที่ยวประเภทวัดๆ วังๆ แค่อยากนั่งรถไฟให้มันคุ้มๆ เลยอาศัยข้อมูลแผ่นพับที่ฉกมาจากสถานีเอา แต่ยังไม่ทันเปิดอ่านเห็นรถเมล์จอดป้ายกำลังจะออกพอดี คันต่อไปคงต้องรออีกสักพักแน่ โดดขึ้นแม่มเลย ทีนี้แผ่นพับก็ไม่จำเป็นแล้วเพราะลอกชาวบ้านเอา ป้ายไหนคนลงเยอะก็ตามเค้าไปนั่นแหละ นักท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่ปัญหาคืออยู่ญี่ปุ่นมาสามวันไม่เคยซ้อมขึ้นรถเมล์มาก่อน ขึ้นแต่รถไฟ พอขึ้นรถเมล์ของจริงก็งงอัตโนมัติ กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่มี วิธีการขึ้นรถเมล์ที่ถูกต้องคือดึงตั๋วจากเครื่องตอนเดินขึ้นรถ แล้วเราไม่ได้ดึงไง พอตอนลงที่ต้องเสียบตั๋วแล้วหยอดเงินเลยมีปัญหา แต่ลุงคนขับก็ช่วยเหลือด้วยการบอกให้ควักเงินออกมา (ท่าทางเจอนักท่องเที่ยวมึนๆ แบบนี้บ่อย) ลุงก็หยิบเงินในมือเราหยอดใส่เครื่องแกร๊งๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ หมายความว่ารีบลงจากรถกูไปได้แล้ว

จุดที่ลงเรียกว่าโซนมรดกโลก ความรู้สึกแรกคือหนาวชิหาย อยู่บนเขาด้วย หนาวแบบชื้นๆ แม้ฝนไม่ตก ตะไคร่น้ำเกาะตามหิน ต้นสนสูงๆ เต็มไปหมดเหมือนป่าสนที่คนชอบมาฆ่าตัวตาย มีป้ายหินสลักอักษรญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก อาจจะแปลว่าระวังผีดุ มีทางเดินยาวที่สองข้างทางเป็นตะเกียงหิน มองเผินๆ คล้ายกับหลุมฝังศพเลย บางอันมีตัวอักษรเขียนไว้ด้วย หรือว่ามันจะใช่สุสานจริงๆ (โฮ นี่มาเที่ยวชมมรดกโลกหรือมาล่าท้าผี)batch_DSC_0850batch_DSC_0854batch_DSC_0857batch_DSC_0880 โซนมรดกโลกของนิกโกมีวัด-ศาลเจ้าหลายแห่ง ที่แรกคือวัดรินโนจิ (Rinnoji Temple) ปรากฎว่าปิดทำการบูรณะ โอเค ไม่เข้าก็ได้ เลยลองเดินสำรวจเรื่อยๆ ปรากฎว่าวัดแต่ละแห่งเก็บค่าเข้าต่างหาก วัดใครวัดมัน โอเค ด้วยความงก เข้าวัดที่แพงสุดอันเดียวพอ ซึ่งจุดที่แพงสุดคือศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine) ค่าเข้า 1300 เยน ถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองมรดกโลก มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น สร้างในสมัยเอโดะยุคโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสุ มีอายุกว่าห้าร้อยปี ….เมื่อเข้าไปแล้วก็พบว่ามันปิดซ่อมอยู่ดี #เอาหนึ่งพันสามร้อยเยนกูคืนมา batch_DSC_0924batch_DSC_0860 มีศาลาไม้อีกหลังหนึ่ง ด้านบนมีรูปแกะสลักเป็นลิงสามตัวปิดตา ปิดหู ปิดปาก น่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ นักท่องเที่ยวแย่งถ่ายรูปกันใหญ่เลย เมืองไทยก็มีนะ มาดูกันได้ batch_DSC_0912batch_DSC_0865 เดินชมความงดงามของมรดกโลกจนหนำใจ (เรอะ?) ได้เวลากลับดีกว่า ขามานั่งรถเมล์ไม่ไกลประมาณ 3 km น่าจะพอเดินกลับไหว เห็นเหล่าอากงอาม่าเค้าก็เดินกัน ทางลงอุทยานปูด้วยเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นตามพื้น อาห์ นี่สินะ กลิ่นของฤดูใบไม้ร่วง (เปิดซาวด์แทร็ค Autumn in my heart ฟังระหว่างเดินไปด้วยจะฟินมาก) batch_DSC_0940 เดินลงมาจนสุดเขตอุทยานก็เจอสะพานสีแดง ชื่อสะพาน Shinkyo เป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งถ้าจะเดินข้ามต้องเสียตังค์ ถ้าใครติดตามทริปนี้มาแต่แรกคงเดาออกว่าเราไม่ข้ามแน่นอน ฮ่าๆ แต่ก็มีหนุ่มสาวเดินขึ้นไปถ่ายรูปกันอยู่นะ ติดสะพานเป็นถนนเส้นที่เราขึ้นไปนิกโกนั่นเอง รถเยอะแยะบีบแตรกันสุดฤทธิ์ อืม… สะพานแดงช่างแสนโรแมนติก T_T batch_DSC_0952 นิกโกเป็นเมืองเล็กๆ มีแบ็คกราวด์เป็นภูเขา ยังมีไอเทมเก่าหลงเหลือให้เห็นอยู่เยอะ อย่างเช่นป้ายร้านค้าหรือป้ายโรงแรม ตู้หยอดเหรียญ เหมือนย้อนเวลากลับไปญี่ปุ่นประมาณ 30 กว่าปีก่อน เทียบกับคามาคุระที่ฟีลที่ไปมาเมื่อวานที่นี่ได้ฟีลวินเทจมากกว่า บ้านเรือนในคามาคุระถูกดัดแปลงเป็นคาเฟ่ เบเกอรี่ ร้าน zakka เก๋ๆ ตามยุคสมัยมากกว่า batch_DSC_0970batch_DSC_0971batch_DSC_0981 เดินลงเขามาถึงสถานีเพื่อขึ้นรถไฟรอบเที่ยง ปรากฎว่ารถไฟโดนม็อบทัศนศึกษาเด็กประถมยึดขบวนซะงั้น ต้องรอขบวนถัดไปอีกหนึ่งชั่วโมง ช็อค (ภาษาญี่ปุ่นคือช็อคกุ) ดีเลย์ไปชั่วโมงนึงที่วางแผนไว้วันนี้อาจจะล่มไปเลย กว่าจะไปถึงจุดหมายต่อไปคงใกล้ค่ำแล้ว จะเปลี่ยนใจไปสาย Tobu ดีมั้ย ยอมจ่ายตังค์เพิ่ม แต่ลองเช็คกับพนักงานขายตั๋วแล้วใช้เวลานานพอกัน รอ JR ต่อไปดีกว่า ระหว่างรอก็ว่างจัด เดินไปซื้อซาลาเปาทอดหน้าสถานีกินเล่น มันอร่อยมากกกกกกกกก จากอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีจากที่ก่อนหน้านี้ยังเกลียดเด็กญี่ปุ่นอยู่เลย งับซาลาเปาทอดร้อนๆ กลางหมอกบางๆ จากภูเขานี่มันฟินแบบเจแปน ไม่ต้องไปถึงฟินแลนด์ ตั้งใจซื้อมาลองชิมอันเดียวสรุปว่าเดินไปซื้อมาอีกสองอัน กินแทนข้าวไปเลย

จากนิกโกเราจะย้อนกลับไปที่จังหวัด Tochigi โดยนั่งรถไฟกลับไปที่อุตสึโนะมิยะ ต่อชินคันเซ็นไป Oyama เปลี่ยนรถไฟโลคอลสาย Ryomo Line ทำภารกิจโอตาคุ ตามหาโลเกชั่นหนังเรื่อง All about lily chou chou กับอนิเมชั่นเรื่อง 5 centimeters per second ซึ่งโลเกชั่นสองเรื่องนี้อยู่แถบเดียวกัน แถมสถานีโอยามะกับรถไฟสายเรียวโมะก็เป็นสายที่พระเอก 5 cm per second ใช้เดินทางไปหานางเอกด้วย มโนว่าตัวเองเป็นพระเอกซะเลย :p

All about lily chou chou เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจหนังญี่ปุ่นแนวอื่นมากขึ้น หนังญี่ปุ่นที่ฉายเมืองไทยก่อนหน้าจะเป็นแนววัยรุ่นใสๆ ไม่ก็การ์ตูน ฮีโร่แปลงร่าง พอได้ดูเรื่องนี้ถึงกับอึ้งไปเลย คือโปสเตอร์มันเหมือนหนังรักวัยรุ่นแต่เนื้อหาข้างในมันหดหู่ รุนแรง แต่ภาพสวยฟุ้ง โดยเฉพาะซีนที่ตัวเอกยืนฟังเพลงกลางทุ่งข้าวที่เรียกกันว่าทุ่งอีเธอร์ซึ่งติดตาหนักมาก อยากไปเยือนทุ่งแห่งนี้ซักครั้ง แล้วมันลงตัวกับวัยที่ดูในตอนนั้นคือเราเริ่มอ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหาแรงขึ้น เริ่มเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งหนังเรื่องนี้มันพูดถึงอินเตอร์เน็ตพอดี poster3 นั่งรถไฟมาลงสถานี Ashikaga สถานีที่พวกพระเอกมีเรื่องกับเด็ก รร.อื่น ด้านหลังสถานีเป็นลานจอดรถที่พวกพระเอกมาดักปล้นชาวบ้าน เดินไปตามถนนเรื่อยๆ จะเจออุโมงค์ที่แก๊งพระเอกขโมยซีดีวิ่งผ่าน พอถึงแม่น้ำจะเห็นสะพานสีเขียวที่เหล่าเด็กเกรียนยืนฉี่ลงมาโดนหัวคนข้างล่าง (นี่พวกมึงเคยทำกรรมดีอะไรบ้างเนี่ย) batch_DSC_1022batch_DSC_1025batch_DSC_1030ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งจะเจอสถานีรถไฟของ Ashikagashi เป็นของเอกชน (ชื่อคล้ายกันอีก) จุดหมายต่อไปคือสถานี Agata เป็นสถานีที่น้อง Yu Aoi นางเอกของเรื่องมายืนรอรถไฟตัวคนเดียว จะได้เจอเธอมั้ยนะ

สถานีอากาตะยังเหมือนในหนังสิบกว่าปีก่อนเป๊ะ คือมีแค่ชานชาลากับสะพานลอยข้ามทางรถไฟ แค่นี้จริงๆ ไม่น่าเชื่อว่านั่งรถไฟออกมาไม่ถึง 10 นาทีมันจะซุเปอร์บ้านนอกขนาดนี้ มีแต่ทุ่งนา เห่นโหลววว batch_DSC_1039 กว่ารถไฟขบวนต่อมาอีกครึ่งชั่วโมง ยืนรอเฉยๆ ก็หนาว เดินสำรวจสถานีประตูกั้นก็ไม่มีอีก เดินออกไปข้างนอกได้เลย แต่เดินได้แป๊บเดียวก็กลับสถานีเพราะมันมีแต่ทุ่งนา สักพักก็มีเด็กมัธยมเพิ่งเลิกเรียนมารอรถไฟเต็มสถานี โอ้ ยู อาโออิ ยู อาโออิเต็มไปหมดเบย xD batch_DSC_1053ถึงเวลารถไฟมาตรงเวลาเป๊ะตามที่เช็คใน hyperdia แต่แม่มไม่จอดซะงั้น แล้วสถานีไม่มีป้าย ไม่มีประกาศอะไรซักอย่าง พวกน้องนักเรียนก็เม้ามอยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พี่ไม่ไหวแล้ว พี่หนาว หิวข้าว อยากกลับบ้านนน ถึงตอนนี้ขอล้มความตั้งใจที่จะไปทุ่งอีเธอร์โลเกชั่นอันดับหนึ่งของหนังทันที เนื่องจากต้องนั่งรถไฟต่อ ไม่ทราบว่ามันจะมากี่โมง จากลายแทงที่ได้มาต้องเลาะไปตามหมู่บ้านอีกเป็นกิโล มืดแล้วด้วย ถ้าไปคงหนาวจนเดินไม่ไหวกลิ้งตกลงไปในคูน้ำ ซึ่งพิจารณาจากความชนบทของละแวกนี้แล้ว กว่าจะมีผู้พบศพคงอีกหลายวัน

อย่างที่บอกสถานีอากาตะมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีนายสถานี ไม่มีประตูกั้น ไม่มีตู้ขายตั๋ว หมายความว่าขากลับเราเนียนขึ้นรถไฟมาโดยไม่มีตั๋ว (จะโดนเอาไปเขียนลงพันทิปมั้ย?) พอกลับมาถึงอาชิคางะชิสถานีใหญ่ก็เป็นไปตามคาดเลย ออกไม่ได้ จะกระโดดข้ามเป็นจา พนมก็ดูจะระห่ำเกินไป เลยต้องยอมจำนนโดนลากเข้าห้องนายสถานี คุณลุงนายสถานีก็ดันพูดอังกฤษไม่ได้อีก ลุงเลยยื่นกระดาษให้แผ่นนึงเขียนคำสารภาพ จ่ายเงิน จบ ถ้าเป็นหนังสือท่องเที่ยวคงเขียนว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิต ต้องออกเดินทางเพื่อจะพบ แต่บล็อกนี้เราเขียนเอง ฉะนั้นขอบอกว่าไม่เจอประสบการณ์แบบกูอ่ะดีแล้ว

ถึงข้างนอกอากาศหนาวแต่ข้างในร้อนรนอยากถึงจุดหมายไม่แพ้ทากากิคุง พระเอก 5 cm per second แน่ บรรยากาศตอนนี้ไม่ต่างจากอนิเมเท่าไหร่ เราอยู่บนรถไฟมุ่งหน้าไปยัง Iwafune สถานีที่ทากากินัดหมายกับอาการิ นางเอกของเรื่อง แต่เราไม่ได้นัดใครและไม่รู้ว่าจะเจออะไรเหมือนกัน แค่อยากตามหาโลเกชั่นของยามซากุระร่วงโรย ผลงานของมาโคโตะ ชินไค ที่ภาพสวยขั้นเทพ แถมยังวาดขึ้นจากสถานที่จริงเลยมีติ่งเรื่องนี้ตามรอยโลเกชั่นจริงเยอะเหมือนกัน 600full-5-centimeters-per-second-poster อาการิพูดว่า 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมงคือความเร็วของกลีบดอกซากุระที่ร่วงสู่พื้น น่าจะเท่ากับความเร็วของฝนที่ตกลงมาในเวลานี้ เรามาถึงสถานีอิวะฟุเนะแล้ว แต่คนที่รออยู่บนม้านั่งในสถานีกลับไม่ใช่อาการิ แต่เป็นนักเรียนมัธยม 4 คนยืนสูบบุหรี่อยู่ บรรยากาศช่างอบอุ่นเหมือนในอนิเมเหลือเกิน (ประชด) ถึงนักเรียนกลุ่มนั้นภายนอกจะดูซ่าส์เหมือนแก๊งในการ์ตูนนักเรียนนักเลง จับกลุ่มยืนดูดบุหรี่ ชายเสื้อออกนอกกางเกง ถือกระเป๋าเหนือไหล่ แต่ถึงเวลาผู้ปกครองก็มารับเด็กกลุ่มนั้นกลับบ้าน ทำเอา culture shock หนักมาก (ถ้าเป็นเด็กหลังห้องบ้านเราคงโดนเพื่อนล้อว่าเป็นลูกแหง่ชัวร์) batch_DSC_1082นับตั้งแต่ปีที่ 5 cm per second ฉายก็เกือบสิบปีแล้ว สภาพภายในสถานีเปลี่ยนไปจากในอนิเมเยอะมาก นายสถานีที่บอกให้ทั้งสองคนกลับบ้านเพราะดึกมากแล้วทรานส์ฟอร์เมอร์เป็นตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ หมายความว่านอกจากเราแล้วไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นเลย บรรยากาศช่างแตกต่างกับภาพที่เห็นในอนิเมโดยสิ้นเชิง พื้นสถานีมีแต่ก้นบุหรี่ฝีมือพวกนักเรียน รถไฟที่นั่งมานักเรียนก็คุยกันเสียงดัง หยอกล้อ แกล้งเพื่อน ไม่ได้เงียบสงัดเหมือนในโตเกียว จินตนาการที่เรามีต่อญี่ปุ่นคือประเทศที่เคร่งครัดระเบียบวินัย ใส่ใจความสะอาดมาตลอด ได้มาเจอความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองกับชนบทญี่ปุ่นที่เราคาดไม่ถึงเหมือนกัน batch_DSC_1093 ฝนยิ่งตกยิ่งหนาวกว่าเดิม วันนี้เหนื่อยมาก หลายอย่างไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมระดับมรดกโลกอย่างนิกโกเรากลับรู้สึกงั้นๆ คงเพราะเราไม่อินกับประวัติศาสตร์ สิ่งปลูกสร้าง สถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก แต่เรากลับประทับใจสถานที่ทั่วไป สถานีรถไฟธรรมดา แค่มันอยู่ในหนังเรื่องที่เราชอบ ที่เราโตมากับมัน หลายคนบอกว่าการเดินทางคือการค้นหาตัวเอง ตอนนี้เราพอรู้คำตอบบ้างแล้วล่ะว่าเราชอบเที่ยวแบบไหน

ทริปนี้ยังเหลืออีกหลายวัน ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีกบ้าง เสียงประตูของรถไฟสายเรียวโมะกำลังเลื่อนปิดเพื่อออกเดินทางกลับโตเกียว เรานึกถึงฉากร่ำลาที่อาการิยืนส่งทากากิขึ้นรถไฟที่ชานชาลาสถานีอิวะฟุเนะแห่งนี้ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“ทากากิคุงน่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s