Yellow Tokyo #4 : Poppy Hill Diary

รถไฟญี่ปุ่นขี้นชื่อเรื่องความเป๊ะ ตรงเวลา วางแผนเดินทางง่าย ชานชาลาไหน ขึ้นขบวนไหน ต่อรถที่สถานีใดสามารถเปิด timetable ในอินเตอร์เน็ตเช็คได้หมด …แต่ไม่รวมกรณีรถไฟหยุดวิ่งนะ แพลนวันนี้คือออกแรดนอกโตเกียวไปเที่ยวคามาคุระ-โยโกฮาม่า ใช้บัตรเบ่ง JR Kanto Pass วันแรก นั่งสาย Tokaido Line จากโตเกียวล่องใต้ไปลงสถานี Fujisawa เพื่อนั่งรถไฟสาย Enoden สุดคลาสสิค แต่มาถึงสถานีโตเกียวศูนย์กลางการเดินทางแสนวุ่นวายก็เจอเหตุวุ่นวายเข้าไปอีกเพราะรถไฟสาย Tokaido หยุดให้บริการตลอดสาย ปิดซ่อมหรือมีเด็กนักเรียนโดดให้รถไฟชนยกชั้นแบบในหนังสมัยก่อนก็ไม่รู้ เจ้าหน้าที่ยืนขวางทางขึ้นชานชาลาเลย โดนไล่ไปขึ้นสาย Keihin-Tohoku แทน (จริงๆ สถานีมีประกาศแต่ฟังไม่ออกไง) DSC_0475_batch วันนี้วันอาทิตย์คนออกมาเที่ยวเยอะมาก ยืนตลอดทางอีกแล้ว ประมาณชั่วโมงก็ถึง Fujisawa สถานีต้นทางของรถไฟสาย Enoden ที่วิ่งเลียบชายทะเลแบบ slow life ไปจนถึงคามาคุระ ทีวีแชมเปี้ยนเคยมีแข่งหาเซียนรถไฟสายนี้ด้วยนะ DSC_0485_batch รถไฟสาย Enoden หรือเรียกเต็มๆ คือ Enoshima Densetsu ให้บริการมาร้อยกว่าปีแล้ว สามารถซื้อตั๋ว 1 วันนั่งได้ไม่จำกัดแต่เราแพลนว่าจะนั่งรอบเดียวพอ (งก) ลงสถานี Hase ที่มีวัดพระใหญ่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของคามาคุระ เราเริ่มรู้จักคามาคุระจากการ์ตูนผู้หญิงเรื่อง Umimachi Diary (ชื่อภาษาไทยเล่มแรก : วันที่เสียงจั๊กจั่นซา) เรื่องของสามสาวพี่น้องที่คุณพ่อทิ้งไปแต่งงานใหม่ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยจนถึงงานศพของพ่อ ที่งานศพก็ได้พบกับซึสึ น้องสาวต่างแม่จึงชวนมาอยู่ด้วยกันที่คามาคุระ เป็นการ์ตูนดราม่าครอบครัวที่ค่อยๆ เล่าความสัมพันธ์ในครอบครัวกับคนรอบข้างในเมืองเล็กๆ ที่ชีวิตดำเนินไปแบบเรียบง่าย สไตล์ญี่ปุ่น เลยคิดว่าคามาคุระคงบ้านนอกมาก ความจริงคือห่างจากโตเกียวแค่ชั่วโมงเดียวเอง Umimachi Diary กำลังจะหนังด้วย เข้าฉายหน้าร้อนนี้ที่ญี่ปุ่น กำกับโดยฮิโรคาสุ โครีเอดะ (Like Father, Like Son) หนังแนวดราม่าครอบครัวแบบนี้ต้องยกให้แกเลย o0752105512475094578 รถไฟค่อยๆ วิ่งลัดเลาะไปตามหมู่บ้านจนถึงชายฝั่งทะเล อยากดูวิวแต่คนเยอะเบียดเสียดจนมองไม่เห็นนอกหน้าต่างเลยโดดลงสถานีอะไรไม่รู้ซะเลย มองเห็นเกาะเอโนะชิม่า ยืนถ่ายรูปวิวทะเลรอรถไฟขบวนถัดไป ถนนเลียบชายทะเลดูชิลดี แดดเปรี้ยงแต่คนยังมาวิ่งจ็อกกิ้ง ปั่นจักรยานกัน มารู้ทีหลังว่าบนเกาะเอโนะชิม่ามองเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วย เสียดายไม่ได้ข้ามไป (งกนั่นเอง) DSC_0521_batch DSC_0510_batch ถึงสถานี Hase ไปวัดพระใหญ่ก็อาศัยเดินตามชาวบ้านไป ตามได้ไม่เท่าไหร่ก็จอดเพราะเจอร้านไอติม จัดชาเขียวมาอร่อยมากกกกก ไม่เหมือนที่เมืองไทยคือแทบไม่มีกลิ่นนม ชาเขียวเน้นๆ DSC_0558_batch คามาคุระเป็นเมืองเล็กๆ ทุกอย่างดูเล็กไปหมด มองไปทางไหนก็มีแต่คาเฟ่ ร้านขนม ร้านขายของกระจุกกระจิก ถ้าสาวๆ มากินฟินอ้วนแน่นอน DSC_0569_batch เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวก็ถึงวัดไดบุตสึที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เบิ้ม ค่าเข้าถูกดี 200 เยน อยู่เมืองไทยเข้าวัดฟรียังไม่เคยเข้า มาเสียตังค์เข้าที่ญี่ปุ่นซะงั้น DSC_0577_batch ญี่ปุ่นมักจะโปรโมตท้องถิ่นตัวเองด้วยการนำจุดขายของแต่ละเมืองมาทำเป็นมาสค็อต พระไดบุตสึก็เลยกลายเป็นตัวการ์ตูนกะเค้าด้วย นอกจากผลิตเป็นสินค้าที่ระลึกแล้วยังมีขนมทำเป็นรูปพระใหญ่อีกต่างหาก ว่าแต่กินได้ไม่บาปใช่มั้ย? DSC_0578_batch DSC_0585_batch ภายในตัวพระไดบุตสึเปิดให้คนเดินเข้าไปดูข้างในได้ด้วย เสียตังค์เพิ่ม คนต่อคิวเยอะด้วยเลยวนดูรอบๆ แทน เห็นข้างหลังพระมีช่องระบายอากาศเหมือน Jet pack ของกันดั้มที่โอไดบะเลย คนดีไซน์กันดั้มอาจจะได้แรงบันดาลใจจากพระไดบุตสึก็ได้ เหอๆ DSC_0586_batch เท่าที่หาข้อมูลมาจากวัดสามารถเดิน hiking ไปตัวเมืองคามาคุระได้แต่มั่นใจว่าถ้าเดินตอนนี้กูหลงแน่นอน เลยเดินเข้าซอยเล็กซอยน้อยลัดเลาะไปตามทางรถไฟแทน ระหว่างเดินก็เจอร้านซอฟต์ครีมรส sweet potato อร่อยอีกแล้วววว วันนี้ไม่ได้แตะอาหารคาวเลย กินแต่ไอติม ฮือววว DSC_0606_batch เดินมาเรื่อยๆ ผ่านย่านการค้าจนถึงหน้าสถานีคามาคุระ เคยอ่านเจอว่ามี Starbucks สุดชิค ดีไซน์ร้านสวยมีสระน้ำ มีที่นั่งห้อยขา เข้าใจว่าอยู่แถวสถานีใกล้กับถนนคนเดินแต่หาไม่เจอ (โง่เอง) เลยกินโดนัทแมวเหมียวร้าน Floresta แทน โดนัทออริจินอลอร่อยดี แต่แมวเหมียวรสชาติธรรมดาอ่ะ -w- DSC_0634_batch ถนนคนเดินคามาคุระแค่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปก็เจอร้านดงกุริ ร้านขายสินค้าของ Ghibli Studio ไหนๆ ก็อดไป Ghibli Museum แล้วก็เข้าไปเสียตังค์ซะเลย ได้ตุ๊กตา Totoro มาตัวนึง (หายงกขึ้นมาเฉยเลย) DSC_0642_batch DSC_0644_batch DSC_0608_batch ถนนคนเดินคนแน่นจนไม่ได้แวะซื้ออะไรอีก ไหลตามคลื่นมนุษย์ไปเรื่อยๆ ขึ้นรถไฟไปโยโกฮาม่าต่อ แต่ไม่อยากเดินย้อนฝ่าดงทีนแล้ว เดินหน้าไปสถานี Kita-Kamakura เลยดีกว่า เห็นคุณปู่คุณย่าญี่ปุ่นเค้าเดินกันคิดว่าไม่ไกลเท่าไหร่ ปรากฎว่าไกลชิบหาย แถมขึ้นเนินเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างทางได้ฟีลญี่ปุ่นมาก บ้านหลังเล็กๆ ร้านขายของชำเหมือนที่เคยเห็นในการ์ตูน ผ่านทั้งศาลเจ้าและสุสาน เดินไปเดินมาชักปลง ฮ่าๆ ผ่านศาลเจ้าที่ตัวเอก Umimachi Diary มาขอพรด้วย แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะเสียตังค์ เห็นใบไม้แดงแบบเต็มๆ ครั้งแรกในชีวิตที่ศาลเจ้านี้เลย อิจฉาประเทศที่มี 4 ฤดูจัง ได้ปรับวิถีชีวิตประจำวันตามธรรมชาติและสภาพอากาศ น่าสนุกดี :) DSC_0679_batch DSC_0682_batch DSC_0691_batch DSC_0702_batch ถึงโยโกฮาม่าบรรยากาศต่างจากคามาคุระโดยสิ้นเชิง มองไปทางไหนก็เจอแต่ความเจริญ ตึกสูงเสียดฟ้าท้าลม ไกด์บุ้คทุกเล่มแนะนำว่ามาโยโกฮาม่าต้องไปพิพิธภัณฑ์ราเมงเป็นไฮไลท์ แต่สำหรับเราราเมงมันไฮโซเกินไป เราจะไป Cup Noodles Museum พิพิธภัณฑ์มาม่าแทน เอ๊ยไม่ใช่ดิ  นิชชินต่างหาก DSC_0706_batch Cup Noodles Museum ค่าเข้า 500 เยน บอกเล่าความเป็นมาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตั้งแต่กำเนิดโดยป๋า Momofuku Ando ที่ปิ๊งไอเดียว่าอยากรักษาของกินในยุคสงครามที่ผู้คนอดอยาก ข้าวยากหมากแพง ป๋าแกได้แรงบันดาลใจจากเทมปุระเลยเอาเส้นบะหมี่มาทอด ทำให้แห้งแล้วเอามาต้มเป็นเส้นบะหมี่ได้อีก หลังจากนั้นบะหมี่สำเร็จรูปจึงมีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ ทั้งด้านการผลิต รสชาติ การนำเสนอ ถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์โลกยุคปัจจุบันเลย DSC_0721 ถ้าโลกนี้ไม่มีป๋า คงไม่มีมาม่า ไวไว ยำยำ นิชชิน เราคงไม่สามารถมีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้ อดตายซะก่อน การมา Cup Noodles Museum ครั้งนี้จึงเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างแท้จริง (กราบ) DSC_0741 โซนแรกของ Cup Noodles Museum เป็นห้องรวบรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีขายตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน โชว์พัฒนาการของผลิตภัณฑ์ แพ็คเกจ แคมเปญส่งเสริมการขายในแต่ละปี บางอันก็น่ากิน บางอันก็สงสัยว่ามันจะอร่อยเหรอวะ บะหมี่เคนชิโร่หมัดเทพเจ้าดาวเหนืองี้ (เจ้าตายแล้ว) นอกจากประวัติความเป็นมาของบะหมี่ถ้วยยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่างเช่นทำบะหมี่ถ้วยของตัวเอง ถ้วยเดียวในโลก แต่คิวเต็มก็เลยอด T^T DSC_0722 DSC_0724 ออกจากมิวเซียมตามหาจุดเช่าจักรยานที่ปักหมุดไว้ แต่มองหาพนักงานเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เจอแต่ตู้กดอัตโนมัติ ญี่ปุ่นนี่มันยุ่นปี่จริง ตู้นี่จ่ายด้วยบัตร IC card ซึ่งไม่มี อดได้จักรยาน เดินเอาก็ได้ บรรยากาศแถวท่าเรือชิลมาก อากาศดี วิวก็สวย ค่อยๆ เดินคงไม่เหนื่อย (เรอะ?)

DSC_0760

โยโกฮาม่าเป็นเมืองท่าสำคัญมานับร้อยปี ย้อนกลับไปในปี 1963 หลังสิ้นสุดสงครามโลก ญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูและพัฒนาประเทศแบบเร่งสปีดเพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในอีกหนึ่งปีถัดมา ยูมิ สาวน้อย ม.ปลายที่มีบ้านอยู่บนเนินเขาติดทะเล ยูมิชักธงสัญญาณขึ้นสู่ยอดเสาในทุกเช้าเพื่อส่งสัญญาณไปยังเรือที่เดินทางผ่านไปมา และด้วยความเชื่อลึกๆ ว่าเรือของพ่อที่ไปรบในสงครามจะกลับมาเห็นธงสัญญาณของลูกสาว นี่คือเรื่องราวของ From up on poppy hill อนิเมชั่นของ Studio Ghibli

From-up-on-poppy-hill-poster01

ถึงไม่ได้ตั๋วเข้า Ghibli Museum แต่เป็นติ่งแล้วเราต้องสู้ เดินหน้าต่อไป เป้าหมายคือตามหาเสาธงของยูมิที่โยโกฮาม่า!

ตอนแรกคิดว่ามันการ์ตูนไม่ใช่เหรอ จะมีจริงได้ไง google map ดูเล่นๆ จากแผนที่เมืองโยโกฮาม่า มีเนินเขาริมทะเลที่ภูมิประเทศใกล้เคียงกับในการ์ตูน บนเนินเป็นหมู่บ้านสไตล์ยุโรปของพ่อค้าชาวต่างชาติในสมัยก่อน ลอง street view ดู นั่นไง! มีจริงด้วย! จริงๆ อาจจะเป็นเสาธงปลาคาร์ปก็ได้ แต่ ณ จุดนี้ขอมโนก่อน ไว้พิสูจน์ดูของจริงกัน

ทางเดินขึ้นเขาเป็นสวนสาธารณะมืดเปลี่ยวเงียบสงัดมาก (เป็นบ้านเราคงมีแก๊งวัยรุ่นนั่งดูดบุหรี่) มีผีโผล่มาหลอกตอนนี้ก็คงไม่น่าตกใจ เสาธงตั้งอยู่ในสวน Harbor View Park ถ้าไม่ใช่ธงที่ตามหาคงเป็นลมอยู่ตรงนั้นเพราะเดินมาจากตัวเมืองโยโกฮาม่า (กลับมาบ้านลองวัดระยะในแผนที่ดู …ล่อไป 6 กิโล เดินเข้าไปได้ไง)

…แต่อย่าประมาทความโอตาคุของคนญี่ปุ่น เพราะมันเป็นธงใน From up on poppy hill จริงจัง! มีป้ายประกาศเกียรติคุณคอนเฟิร์มว่าของแท้แน่นอน มีลายเซ็นโกโร่ มิยาซากิ ลูกชายของฮายาโอะ มิยาซากิ บิดาแห่ง Ghibli Studio ที่รับหน้าที่กำกับอนิเมชั่นเรื่องนี้ด้วย บ้าไปแล้วววววว

DSC_0787

DSC_0775

เสียดายที่ลมสงบ ธงของยูมิเลยไม่โบกสะพัดเหมือนภาพในการ์ตูน วิวอ่าวโยโกฮาม่าก็เช่นกัน แต่ก่อนที่เคยเห็นทะเลกว้างไกลถึงเส้นขอบฟ้า ปัจจุบันเห็นแต่แสงไฟจากท่าเรือและเครนยกตู้สินค้าแทน

เพราะความเนิร์ดของญี่ปุ่นสินะที่ทำให้เราลงทุนแบกกระเป๋ามาทำตัวเนิร์ดถึงที่นี่ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ไม่มีในไกด์บุ้คเล่มไหน เรารู้สึกว่าการท่องเที่ยวด้วยตัวเองทำให้เราดีไซน์ประเทศจุดหมายของเราเองได้ เรามีญี่ปุ่นของตัวเอง

ขากลับเราออกมาเดินริมถนนแทน เสี่ยงรถชนหน่อยแต่ปลอดภัยจากผีหลอก จุดนี้ถือว่ามั่วสุดๆ เนื่องจากไม่มีแผนที่หรือตัวช่วยใดทั้งนั้น จากที่เคยเรียนลูกเสือมาตอนประถมเดินย้อนกลับทิศเดิมเรื่อยๆ ไม่น่าจะหลง ปรากฎว่าพอลงจากเนินก็เจอสถานีรถไฟพอดี ขอบคุณ (ใครอยากตามรอย แนะนำให้นั่งรถไฟฟ้ามานะ อย่าเดินเลยมันไกล)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s