Yellow Tokyo #1 : ก้าวแรกสู่สังเวียน

ถ้าเด็กสมัยนี้โตมากับวัฒนธรรม K-Pop เด็กยุคเราก็โตมากับความบันเทิงจากประเทศญี่ปุ่น เราก็เป็นเด็กเนิร์ดคนนึงที่โตมากับความเป็นญี่ปุ่น ตั้งแต่อนุบาล โรงเรียนเลิกป๊าจะพาไปร้านวิดีโอ เช่าหนังฮีโร่แปลงร่างไอ้มดแดง อุลตร้าแมน ขบวนการห้าสี ตำรวจอวกาศมาดูจนแปลงร่างตามได้ ขึ้นชั้นประถมก็มีสุดยอดการ์ตูนระดับโคตรตำนานที่ใครไม่ดูจะโดนเพื่อนล้อทั้งอาทิตย์ชื่อดราก้อนบอล เด็กติดกันงอมแงมจนเป็นปัญหาครอบครัว พอถึงวัยมัธยม อินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาททำให้กระแสไอดอล J-Pop แรงในบ้านเรา (สังเกตได้จากร้านเสริมสวยที่จะต้องมีโปสเตอร์เคียวโกะ ฟูคาดะ, มาโกโตะ, ทักกี้ แทบทุกร้าน) ได้เป็นติ่งครั้งแรกในชีวิตคือเป็นติ่งวง Morning Musume รวมถึงซีรี่ย์ญี่ปุ่นช่องไอทีวีที่มาช่วยโหมกระแสให้แรงขึ้นไปอีกแม้จะฉายหลังญี่ปุ่นไปหลายปีก็ตาม

ย้ายมาเรียนมหาลัยในกรุงเทพ เป็นช่วงที่ความนิยม J-Pop เริ่มซาลงไป กระแสเกาหลีฟีเวอร์เข้ามาแทน แต่ยังมีโรงหนังที่ฉายหนังญี่ปุ่นนอกกระแสเลยชอบไปดู หลังจากนั้นก็เริ่มหาเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เข้าฉายมาดู ไม่หาแผ่นก็ดาวน์โหลดมาดู (รวมถึงหนังเอวีด้วย ฮ่าๆ) ทุกวันนี้โตแล้วก็ยังอ่านการ์ตูน เล่นเกม ต่อกันดั้ม โหลดหนังโป๊อยู่ รู้สึกว่ากูต้องไปดินแดนแห่งความฝันวัยเยาว์ได้แล้วล่ะ อยากรู้ว่าราเมงของแท้ต้นตำรับอร่อยเหมือนคำบรรยายในรายการทีวีแชมเปี้ยนมั้ย นักเรียนสาวใส่กระโปรงสั้นแค่ไหน และหนังโป๊มีขายในเซเว่นจริงรึเปล่า…

ทริปนี้ไปมาเมื่อปลายเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นพอดี ดองรีวิวนานมาก ปีนึงเต็มๆ (นานจนเราไปญี่ปุ่นมาอีกรอบ เดี๋ยวจะมารีวิวทีหลังนะ) เราเดินทางคนเดียวเน้นโตเกียวเป็นหลัก จะทำตัวโอตาคุหรือเข้าร้านเซ็กส์ทอยก็ทำได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจเพื่อนร่วมทาง

เราบินกับ Cathay Pacific ไปลงสนามบินฮาเนดะได้ราคาหมื่นห้ามีทอน แวะเปลี่ยนเครื่องฮ่องกงก่อน ข้อดีของสนามบินฮาเนดะคือใกล้เมืองกว่านาริตะ ใช้เวลาเข้าเมืองน้อยกว่า ค่ารถไฟก็ถูกกว่า เพราะว่าคอนเซ็ปต์ของการเดินทางครั้งนี้คือเราจะเที่ยวญี่ปุ่นแบบงกๆ :)

ลงจากเครื่อง ผ่าน ตม. รับกระเป๋าแบบไม่ถงไม่ถามสุขภาพซักคำ ออกมาก็เจอป้ายต้อนรับเป็นโงกุน โกฮัง เบจิต้าเลย ญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ ฟีลลิ่งแรกที่นี่รู้สึกเลยว่าสะอาด เป็นระเบียบสมคำร่ำลือ และหนาวมาก

IMG_6394

ภารกิจต่อไปในสนามบินคือซื้อตั๋วรถไฟ จองตั๋วดูเจลีก ตั๋วเข้ามิวเซียมจิบลิกับโดราเอมอน ตั๋วรถไฟเราซื้อเป็น JR Kanto Area Pass ใช้ได้ 3 วัน 8,000 เยน พนักงานพูดอังกฤษฟังยากหน่อยแต่อธิบายละเอียดดีมาก บางคนอาจรู้สึกรำคาญการบริการแบบญี่ปุ่นที่พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่เราว่าเจื้อยแจ้วดีนะ หลังจากนั้นก็ซื้อตั๋วมิวเซียมที่ตู้กดร้าน Lawson ในสนามบิน ซึ่งมันเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ก่อนไปเราว่าศึกษาวิธีการใช้ตู้ Loppi มาดีนะ ภาษาญี่ปุ่นก็พออ่านได้ มั่นใจว่ากดถูก แต่กดเท่าไหร่ตั๋วก็ไม่ออกมา สุดท้ายยอมแพ้ต้องเรียกพนักงานมาช่วยกด ผลก็คือตั๋ว Ghibli Museum เต็ม แทบจะทรุดลงไปดิ้นหน้าเคาน์เตอร์เลย คืออยากไปมาก แต่ยังดีที่ได้ตั๋วดูบอลเจลีกกับ Fujiko F. Fujio Museum มา ซึ่งเกือบเต็มเหมือนกัน กว่าจะหาวันที่ว่างเจอ สรุปแผนเที่ยวที่แพลนมาต้องเปลี่ยนหมดเลย (ขยำทิ้งลงอ่าวโตเกียว)

IMG_6395

ผู้หลักผู้ใหญ่สอนว่าเราเป็นคนไทยไปลามาไหว้ เวลาไปต่างแดนต้องกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจุดหมายแรกที่จะไปไหนใครยกมือทายว่าวัดอาซาคุสะ วัดคู่บ้านคู่เมืองโตเกียวบ้าง…

ผิด!

เราจะไปเกาะโอไดบะ บูชากันดั้ม RX-78 ของท่านเทพอามุโร่ขนาดเท่าตัวจริงเพื่อความเป็นสิริมงคล ฮ่าๆๆ

โอไดบะไม่ไกลจากสนามบินฮาเนดะเท่าไหร่ จากสนามบินต่อรถไฟสาย Rinkai Line ไปสถานี Tokyo Teleport กลางเกาะได้เลย แต่เนื่องจากเพิ่งเปิดซิงมาญี่ปุ่นครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย กลัวไม่มีที่ฝากกระเป๋า เลยนั่งรถไฟสาย Keikyu เข้าเมืองไปฝากกระเป๋าที่สถานี Shimbashi ก่อน เช็คในเว็บของ JR ดูแล้วมีล็อคเกอร์แน่ๆ เดี๋ยวค่อยต่อรถไฟไร้คนขับสาย Yurikamome ไปโอไดบะ หารู้ไม่ว่าล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าในโตเกียวมีแทบทุกทึ่ ตามตรอกซอกซอยก็มี และแน่นอนว่าที่โอไดบะก็มีค่าา (กูจะถ่อเข้าเมืองก่อนทำไมเนี่ย เสียเวลา เปลืองค่ารถไฟชิบ)

DSC_0040

ที่ญี่ปุ่นอะไรๆ ก็เป็นระบบออโตเมติก ทำเอาปวดใจตั้งแต่ตู้กดตั๋วที่สนามบินแล้ว ความปวดใจเลเวลต่อไปคือล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าไซส์เราค่าตัว 400 เยน แต่ดันไม่รับเหรียญ 500 เยน เหรียญ 100 เยนก็มีไม่พอ ต้องเดินไปแตกเหรียญตู้น้ำดื่มข้างๆ เดินทางมาหลายชั่วโมงเริ่มเหนื่อยอยากดื่มอะไรเย็นๆ หยอดตังค์กดปุ่มเลือกปุ๊บ ขวดไหลกลุกๆ ลงมา เอามือล้วงเข้าไปหยิบถึงกับอุทาน …เชี่ยยย ร้อนๆๆๆ (คือในตู้มีทั้งร้อน-เย็น ป้ายสีแดงเป็นน้ำร้อน น้ำเงินคือเย็น ดันกดไม่ดู สรุปโง่เอง จบ)

กว่าจะออกจากสนามบิน กว่าจะฝากกระเป๋าเสร็จเสียเวลาไปเยอะเลย ใกล้ฤดูหนาวท้องฟ้ามืดเร็ว สี่โมงกว่าใกล้จะมืดแล้ว กะจะยึดที่นั่งรถไฟหัวขบวนข้ามสะพานสายรุ้งชมพระอาทิตย์ตกแต่โดนนักเรียนหญิงแก๊งแมงป่องแดงแห่งไซตามะยึดพื้นที่หมดเลย ได้นั่งข้างๆ ชมวิวโครงเหล็กสะพานแทน อาริกาโตะโกะไซมัส

โอไดบะเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่น สร้างโดยถมทะเลเป็นเกาะขึ้นมา มีตึกดีไซน์แปลกตาและสถานที่ไฮเทคมากมาย แต่ด้วยความที่มาแบบไม่ได้ทำการบ้านมาเลยมั่วลงสถานี Daiba ด้วยความคิดที่ว่าโอไดบะก็ต้องลงสถานีชื่อเดียวกันสิ โผล่หน้าตึก Fuji TV รูปทรงประหลาดเหมือนมีไข่กาชาปองอยู่ข้างบนกับห้าง Aqua City พอดี แว่บแรกที่สัมผัสโอไดบะคือทำไมมันร้างจังวะ นึกว่าเป็นเมืองใหม่ไฮโซแล้วคนจะเยอะ สงสารเทพีเสรีภาพจำลองที่ยืนตากลมหนาวริมอ่าวโตเกียวเหลือเกิน

DSC_0046

DSC_0051

หนังญี่ปุ่นหลายเรื่องชอบมาถ่ายฉากสะพานเรนโบว์ พอได้มายืนตรงจุดนี้ยามเย็น เงยหน้าสามสิบองศามองดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังญี่ปุ่นเลย XD

DSC_0066

แพลนไว้ว่าจะไปพิพิธภัณฑ์โลกอนาคต Miraikan (National Museum of Emerging Science and Innovation) ด้วย เห็นในรูปมีลูกโลกใหญ่ๆ เหมือนฐานบัญชาการหน่วยพิทักษ์โลกในอุลตร้าแมน เท่ห์ดี แต่ Miraikan ปิดห้าโมง กว่าจะมาถึงโอไดบะก็สี่โมงกว่าแล้ว เสียเวลาไปกับอีตู้กดกับล็อคเกอร์ฝากกระเป๋านั่นแหละ ความจริงคือเสียดายค่าเข้าตั้งพันเยน ได้ดูแป๊บเดียวคงไม่คุ้ม บอกแล้วทริปนี้จะเที่ยวแบบงกๆ

ทางเดินไปห้าง Diver City ที่ตั้งของกันดั้มเป็นสกายวอล์คเริ่มเห็นสิ่งมีชีวิต ทำให้การมาเดินโอไดบะคนเดียวไม่เหงาเกินไปนัก พอถึงหน้าห้างนักท่องเที่ยวเพียบเลย สรุปคนมาเที่ยวโอไดบะคือมาดูกันดั้มอย่างเดียวสินะ

DSC_0075

ถ้าเที่ยวเมืองไทยต้องไปวัดพระแก้ว เที่ยวประเทศจีนต้องไปกำแพงเมืองจีนเพราะเป็นสถานที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ เอกลักษณ์ญี่ปุ่นในสายตาเราคือกันดั้ม 1:1 เนี่ยแหละ คงไม่มีประเทศไหนในโลกเอาการ์ตูนมาขายจริงจังเท่าญี่ปุ่นอีกแล้ว

DSC_0093

ขนาดกรุ๊ปทัวร์อาม่ายังตื่นเต้นกับกันดั้มตัวใหญ่ยักษ์ข้างหน้าเลย แล้วติ่งกันดั้มจะขนาดไหน เรานี่ยืนทำหน้าแบบสติ๊กเกอร์ปลื้มน้ำตาไหล อยากขึ้นไปขับโว้ย ต่อให้ไม่เคยดูก็ตื่นเต้นได้นะ เพราะมันโคตรเท่ รายละเอียด ข้อต่อ กลไกต่างๆ ดูสมจริงมาก จริงๆ มันขยับได้ ปล่อยควันออกเจ็ตแพคข้างหลังได้ด้วยแต่มันมีรอบโชว์เป็นเวลา เสียดายไปไม่ทันเลยอดดู

เคยฝันว่าถ้าได้ไปญี่ปุ่นจะไปดูกันดั้มขนาดเท่าของจริง ตอนนี้ได้มายืนอยู่ข้างตีนแดงๆ ห่างไม่กี่คืบแล้ว ไม่ใช่ฝันของเราคนเดียว เราแบกฝันของเพื่อนหลายคนมาด้วย ส่งรูปข้ามทะเลไปมันซึ้งใจส่งสติ๊กเกอร์น้ำตาไหลกลับมา นี่เพิ่งไม่กี่ชั่วโมงแรกเอง ยังเหลืออีกตั้งหลายวัน ยังเหลืออีกหลายความฝันให้ไล่ตาม

DSC_0103

DSC_0101

นอกจากกันดั้มที่ยืนตากแดดอยู่หน้าห้างแล้ว Diver City ยังมี Gundam Cafe คาเฟ่คนรักกันดั้มที่พนักงานแต่งคอสเพลย์เหมือนตัวละครในการ์ตูน กับ Gundam Front Tokyo ที่ชั้น 7 เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าความเป็นมา ที่จัดนิทรรศการ มุมโมเดล เรียกว่าเป็นยานแม่สำหรับแฟนกันดั้มเลย

กันดั้มคาเฟ่ที่อากิบะก็มีเลยขอผ่านไปก่อน เดี๋ยวจะเข้าไปลุย Gundam Front Tokyo กัน ถ้าพร้อมแล้วก็ออกปฎิบัติการได้ โอ๊สสส

DSC_0165

ข้างใน Gundam Front Tokyo แบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนดูฟรีกับโซนเสียตังค์ โซนดูฟรีจะมีโชว์รูมกันพลากับโซนขายของเล่น+ของที่ระลึก (แฟนบอยกันดั้มที่ตั้งใจมาดูฟรีจริงๆ อาจจะเสร็จด่านนี้) ขนมก็มีนะ เจอมันฝรั่งชาร์แดง แรงสามเท่าด้วย ฮ่าๆ

DSC_0125

DSC_0129

โซนเสียตังค์ ค่าบัตร 1200 เยน ข้างในก็จะเป็นห้องนิทรรศการที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ช่วงที่ไปคือได้ดูงานดีไซน์ แบบจำลองกันดั้ม พวกอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มีไทม์ไลน์เนื้อเรื่องของกันดั้มตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุด มีจุดให้ถ่ายรูปเล่นเช่นจอทัชสกรีนสามารถยืนถ่ายรูปคู่ตัวละครโปรดได้ ห้องบังคับของ Unicorn และ Strike Freedom Gundam ขนาดเท่าของจริงที่ปีนขึ้นไปนั่งในห้องคนขับได้ (แต่เสียตังค์เพิ่ม แน่นอนว่าบาย)

DSC_0130

DSC_0145

DSC_0136

อีกไฮไลท์ของโซนเสียตังค์คือ Dome-G ตรงนี้ห้ามถ่ายรูป เป็นห้องฉายหนังหลังคาโดมคล้ายๆ ท้องฟ้าจำลอง เวลาดูก็ยืนคือแหงนคอดู ฉายอนิเมชั่นกันดั้มภาคตำมั่ว เนื้อเรื่องคือเหมาทุกภาคยิงกันกระจายไม่นับญาติ แล้วหลังคาเป็นโดมใหญ่ๆ เดี๋ยวแม่งยิงกันตรงนู้น ฟันกันตรงนี้ ยืนแหงนคอหมุนซ้ายหมุนขวา ทางญี่ปุ่นเลยมีราวจับมาให้เผื่อคนดูเป็นลม (ถ้าแขวนถุงอ้วกไว้ให้จะขอบคุณมาก) แต่มันส์ดี เหมือนปั่นจริงหรีดกลางสงครามอวกาศ ฮา

มัวแต่ตื่นเต้นกับกันดั้มจนลืมหิว พอออกมาเท่านั้นแหละหิวเลย ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ลงจากเครื่อง กะจะไปภัตตาคาร Baratie ชิมอาหารฝีมือเชฟซันจิจากเรื่อง One Piece แต่มั่นใจว่าไส้ขาดตายก่อนเดินไปถึงแน่เลยขอฝากท้องที่ Tokyo Gourmet Stadium ในห้างแทน มื้อแรกในญี่ปุ่นเลือกราเมงเพราะถูกดี (ฮา) 800 เยน รสชาติก็ธรรมดาอ่ะ ชอบตรงที่สาหร่ายมีข้อความเขียนไว้ด้วย คาวาอี้ดี

DSC_0167

ต่อด้วยของหวานร้าน Calbee ที่ขายมันฝรั่งนั่นแหละ เป็นมันฝรั่งทอดกับไอติมซอฟครีม ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้ลงตัว อร่อยมากกกก โออิชิเดส กลับไทยว่าจะลองเอาเลย์เมี่ยงคำครบรสจิ้มไอติมดู

DSC_0171

ออกจากห้างมาท้องฟ้ามืดแล้ว ลมหนาวจู่โจมแรงกว่าเดิม กันดั้มใส่ถ่านเปิดไฟยิ่งดูเหมือนมีคนขับอยู่ข้างในเข้าไปใหญ่ ถือว่าคุ้มเลย ได้เห็นกันดั้มทั้งกลางวันและกลางคืน

DSC_0181

มาญี่ปุ่นวันแรกก็ประทับใจในความบ้าพลังของคนญี่ปุ่น ความทุ่มเทบริการและด้านความคิดสร้างสรรค์ พวกเขามักจะใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อยและสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาขึ้นมา หากลองไปเดินร้านทุกอย่าง 100 เยนจะได้เห็นสินค้าแปลกๆ เอาไว้แก้ปัญหาจุกจิกในชีวิตประจำวันมากมาย รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ใครไม่คิด ญี่ปุ่นคิด และไม่เคยหยุดคิด

อีกไม่กี่ปี กันดั้มตัวนี้อาจจะติดไอพ่นบินเหมือนในการ์ตูนก็ได้นะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s