ไต้หวันไดอารี่ ตอนที่ 6 : แสงแรกในไทเป

ความเดิมจากตอนที่แล้วทิ้งท้ายไว้ว่าวันนี้คือวันที่รอคอย เมื่อ 10 วันก่อนเช็คพยากรณ์อากาศก่อนเดินทาง ถ้าฟ้าฝนไม่เปลี่ยนใจเราจะได้เจอกันตลอดทริป แต่มีวันนึงที่ดวงอาทิตย์กลมสดใส โผล่มาโด่ๆ บนหน้าจอ อยู่ตรงกลางระหว่างเมฆฝนหน้า 7 หลัง 7 นึกในใจว่ามันจะมีความเป็นไปได้ซักแค่ไหนกันที่วันนี้แดดจ้า ท้องฟ้าสดใส ในเมื่อเมื่อวาน วานซืน พรุ่งนี้ และมะรืนนี้เมฆครึ้มฝนตก แล้วถ้าพยากรณ์อากาศมันแม่นเป๊ะเวอร์จริงๆ ล่ะ เราจะทำอะไรดี?

เราซื้อซิมต่อเน็ตมือถือที่ไต้หวันเลยเช็คฝนฟ้าอากาศอยู่เรื่อยๆ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ตั้่งแต่เท้าสัมผัสเกาะไต้หวันยังไม่รอดจากฝนกับลมเย็นๆ ค่อนไปทางหนาวเลย แต่พยากรณ์อากาศวันนี้แม่นมากหยั่งกับพยากรณ์โดยริว จิตสัมผัส เช้าวันนี้แดดจ้า อากาศถือว่าร้อนเฉียดสามสิบองศา ในตอนแรกตั้งใจจะวางโปรแกรมเที่ยวแบบยืดหยุ่นไปตามลมฟ้าลมฝน แต่ฝนมันตกทุกวันนี่หว่า แถมแพลนที่กำหนดไว้มันเจ๊งตั้งแต่มาถึงแล้ว เอาเป็นว่านึกอยากไปไหนก็ไป แต่อย่างที่บอก วันนี้่เป็นวันที่เฝ้านับวันคอยมานับสัปดาห์ วันที่ท้องฟ้าสดใส ไปเดินป่าปีนเขากัน :D

Lonely Planet บอกไว้ว่าโชคดีมากที่ไทเปมีอุทยานแห่งชาติอยู่ที่หน้าประตูบ้านเลย อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน (Yangmingshan National Park) แหล่งธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลจากไทเป เราออกเดินทางสายๆ ไปที่สถานี Jiantan หน้าตลาดซื่อหลิน จะมีรถบัสขึ้นหยางหมิงซาน แสงแรกในไทเปมันเจิดจ้าดีจริงๆ :)

รีวิวหยางหมิงซานแนะนำให้ซื้อของกินติดกระเป๋าไปเพราะบนดอยไม่ค่อยมีของกิน จะเดินหาข้าวกินตลาดซื่อหลินก็เสียเวลา มื้อเช้าเลยฝากท้องไว้กับแฟมิลี่มาร์ท ที่เก๋และทำให้เราประทับใจในบริการมากคือเบอร์เกอร์ไก่เทอริยากิที่ให้ร้านเวฟให้ พนักงานจะมีกระดาษเหมือนกระดาษกล่องสำหรับจับอาหารร้อนให้ด้วย เซเว่นบ้านเราน่าเลียนแบบนะ

ผู้สูงอายุชาวจีนนี่ชอบออกกำลังกายเนาะ ตามสวนสาธารณะยามเช้าจะเห็นอากงอาม่าเดินคุยกันบ้างก็รำไทเก๊ก เคยเห็นที่ปักกิ่งมีเตะลูกขนไก่กันด้วย ไต้หวันคงเป็นปีนเขา (ได้ข่าวว่าคนแก่เกาหลีก็ชอบปีนเขา) วัดจากประชากรรอคิวขึ้นรถเมล์ที่แถวยาวมาก ไม่ได้มีแต่คนสูงวัยอย่างเดียว เด็กวัยรุ่นก็สูสี เห็นแถวยาวชักหวั่นใจว่าคงรอรถอีกนาน กว่าจะถึงหยางหมิงซานคงเลยบ่าย แต่เอาจริงก็ไม่น่านเพราะคนขับรถเมล์จะเรียกคนขึ้นไปนั่งให้เต็มก่อนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ หนุ่มสาวที่ฟิตๆ หน่อยค่อยขึ้นไปยืนโหนทีหลัง เดินออกจากแถวขึ้นไปได้เลยไม่ว่ากัน

เด็กวัยรุ่นเยอะส่วนนึงเพราะบนเขามีมหาวิทยาลัยด้วย แถมรถติดพอสมควร ยืนโหนเอียงไปเอียงมาตามความลาดชันของถนนราวชั่วโมงนึงก็ถึงอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน รถเมล์พาไปจอดตรงที่จุดสตาร์ท บางกลุ่มเริ่มเดิน บางกลุ่มเข้าแถวรอรถเวียนรอบอุทยาน หาซื้อตั๋ววันเพราะแวะหลายที่จะประหยัดกว่าและมีแผนที่แต่เดินหาที่ขายตั๋วไม่เจอ ไม่เป็นไรงั้นจ่ายด้วย Easy Card ละกัน

ไม่มีแผนที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการโดนหลงป่าไปโผล่อีกทีป่าอเมซอนมาก ภารกิจแรกต้องไปจุดเซฟที่ visitor center เพื่อไปเก็บแผนที่ก่อน (ฟังดูเหมือนเกมผ่านด่าน) คนอื่นมุ่งหน้าไปตามทางของตัวเองกันหมดแล้ว ไม่มีใครขึ้นไป visitor center เป็นเพื่อนเลยเหรอ? ไม่เป็นไร ช่างหัวมัน ไปคนเดียวก็ได้เฟ้ย แต่ไอ้เจ้าประตูทางเดินไป visitor center เนี่ยสิ มันจะพากููไปโผล่เมืองซอมบี้ Raccoon City หรือเปล่าวะ?

เส้นทางสู่จุดเซฟแรกอุโมงค์ทางเข้าแม่มโคตรน่ากลัว เดินดุ่มๆ เข้าไปจะเจอบันไดวนร้างๆ มีตาข่ายขึงอารมณ์ประมาณค่ายกลสิบแปดอรหันตร์ และมีแมงมุมซอมบี้เกาะเต็มผนัง ขึ้นไปจนสุดก็จะเจอทางออก ป้ายบอกทางไป visitor center ดูจะไปได้สองทางคือถนนกับทางเท้าเข้าป่า แหงอยู่แล้ว ต้องลุยป่าสิ ฟีลลิ่งเหมือนลูกเสือสำรองที่อาจารย์เพิ่งปล่อยเดินทางไกลเข้าป่า ก้าวเท้าซ้ายขวาด้วยความเบิกบาน เข้ารกเข้าพงไปเรื่อย แหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ขยับมาอยู่กลางหัวแล้ว เหงื่อชักจะท่วมหน้า เจอป้ายบอกทางไป visitor center ถึงจะออกนอกเส้นทางแต่ข่าวดีคือมาถูกทาง แต่ข่าวร้ายคือต้องเดินอีก 2 กิโล!

กลับตัวก็ไม่ได้… ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง… ตอนนี้เราเข้าใจความหมายในเพลงของพี่เบิร์ดแล้ว 2 กิโลไม่ไกลหรอก แต่มันเสียเวลา อากาศก็ร้อน ย้อนกลับที่เดิมขึ้นรถสาย 108 วนรอบเขาดีกว่า พอดีเหลือบไปเห็นป้ายชี้ไปสวนดอกไม้ ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. หยางหมิงซานจะมีเทศกาลดอกไม้นี่นา ไปถ่ายรูปเล่นดีกว่า ออกนอกเส้นทางอีกรอบ

แล้วไอ้สวนดอกไม้นั่นมันอยู่ไหนกันละว้อยยยย เดินลงดอยไปเรื่อยๆ เจอทางเข้าหยางหมิงซานที่รถเมล์เข้ามาเฉยเลย กลับมาจุดเดิมแบบนี้่ไม่ต้องสืบกันล่ะครับ หลงแน่นอน แต่อย่างน้อยเราก็เดินไปขึ้นรถเวียนได้ล่ะ พลาดชมนาฬิกาดอกไม้ก็ไม่เป็นไร ธรรมชาติยิ่งใหญ่ยังรอเราอยู่ (โลกสวยสุดๆ)

มีแต่อากงอาม่าตั้งแถวรอรถสาย 108 หนุ่มสาวประเทศนี้ฝึกเดินขึ้นเขาทุกวันจนสำเร็จวิชาเท้าท่องเมฆากันเรอะ ตัวข้าไร้ซึ่งวิชา เป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ดังนั้นข้าจึงขึ้นรถพร้อมกับอากงอาม่านี่แหละ

เนื่องจากไม่มีแผนที่เลยไม่รู้ว่าไอ้รถมินิบัสสีเขียวน่ารักเหมือนรถของเล่น Tomy จะพาเราไปปล่อยตรงไหน แล้วมันมีอะไรให้เที่ยวบ้าง คงต้องใช้วิธีลงประชามติ คือชาวบ้านเค้าลงตรงไหนกันกูลงตรงนั้นแหละ รถเมล์เขียวที่นี่เจ้าของเดียวกับเมล์เขียวบ้านเราแน่ๆ ถนนหนทางบนเขาทั้งแคบทั้งชันแต่พี่แกดริฟต์ไต่เขาราวกับว่าแท้จริงแล้วเฮียโชเฟอร์คืออาจารย์ของเจย์ โชว ที่เบื่อหน่ายวงการดริฟต์หันมาขับรถเมล์แทน ช่วงโค้งหักศอกเฮียแกไม่แตะเบรคให้ความเร็วตกเลยครับ รถเล็กสวนมาต้องหลบให้แทน ไม่รู้เป็นมารยาทการขับรถบนเขาที่นี่หรือเปล่า รู้แค่ว่าตอนนี้พี่ยังไม่พร้อมพุ่งออกทางหน้าต่างนะเว้ยยยย

เมล์นรกซิ่งยกล้อเบรคเอี๊ยดหน้าโรงเรียนแห่งนึง มีแก๊งสาวๆ 5-6 คนลงจากรถที่ป้ายนี้เราจึงลงตาม ถือว่าเป็นเสียงข้างมากเพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นวัยอาม่า แก๊งชะนีลงมาถ่ายรูปกันฮาเฮเราเลยไปแว่บไปถ่ายมุมอื่นก่อน เดี๋ยวพี่ตามไปนะจ๊ะสาวๆ

รัวชัตเตอร์ 2-3 รูป กลับมาแก๊งชะนีหายไปจากจอเรดาร์ซะแล้ว ไม่เป็นไร ลุยคนเดียวก็ได้ เดาว่าคงไป Xiaoyukeng กัน คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ระยะทาง 3 กม.กว่า ไปกลับเกือบ 7 โล ไม่ไปดีกว่า เสียเวลา ไปต่อดีกว่า

กว่ารถคันต่อไปจะมาคงอีกเฮือกใหญ่ เดินถ่ายรูปไปชิลๆ เจอเมื่อไหร่ค่อยโบกดีกว่า แต่ข้างหน้าดันเป็นทางแยกเอายังไงดีหว่า ทางซ้ายเป็นถนนเหมือนกับตอนที่มา เลี้ยวขวาเป็นทางรกๆ คล้ายทางไปค่ายกะเหรี่ยงแบ่งแยกดินแดน มันต้องเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสิวะ ที่ราบเบื้องล่างเป็นแปลงผักบรรยากาศชักคล้ายเชียงใหม่เกินไปละ ยังไม่เห็นวี่แววอุทยานแห่งชาติเลย

“ระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมาย” ถ้านี่เป็นหนังสือของนิ้วกลมคงจะมองโลกในแง่ดีอย่างนั้น แต่ในความหมายของข้าพเจ้าคือ… ถูกต้องครับ หลงทางนั่นเอง

เสียเวลาไปร่วมชั่วโมง ในที่สุดต้องเดินกลับมารอรถเวียนหน้าโรงเรียนเดิม แต่เรายังคงยึดแนวทางระบอบประชาธิปไตยนะ ประชามติเหมือนเดิม ลงตรงไหนเราลงด้วย

มาถึง Erzihping อ่านว่าไรไม่รู้ เออ มันคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจริงๆ จังๆ ล่ะ มีที่จอดรถ มีจุดบริการนักท่องเที่ยว เหล่าอากงอาม่าลง หลงเชื่อวัยทีนไปแล้วหลงทางลองเดินตามผู้ใหญ่บ้าง เอ้าลุย!

ทางเดินเท้าเข้าไป Erzihping ต้นไม้เยอะมาก ร่มรื่นสุด ทางเดินเท้าเป็นถนนกรวดแล้วก็มีทางปูนราบเรียบสำหรับรถเข็นด้วย ถือว่าเค้าใส่ใจคนสูงอายุหรือคนพิการพอสมควรเลย เราก็เดินชมวิวฟังเพลงชิลล์ๆ

Erzihping เป็นที่โล่งกลางหุบเขา มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านกลาง มีศาลาให้นั่งพัก มีห้องน้ำ คนที่มาคือห่อข้าวมากิน มาปิคนิค พักผ่อน นั่งคุยกัน มันก็สวยนะ แต่ คหสต. คือแอบผิดหวังอ่ะ แม่มไม่มีอะไรเลยครับ เสียเวลาไปเยอะเลย

ระหว่างทางเดินกลับเจอทางแยกเลยถูกวิญญาณนิ้วกลมเข้าสิง แยกไปอีกทางแม่มเลย ระหว่างทางสำคัญกว่าเป้าหมาย อยากรู้เหมือนกันจะได้พบได้เจออะไร แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไร 555+ มีแค่บึงเล็กๆ กับทุ่งหญ้าให้คู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปกัน กับทางเดินที่ชันกว่าเดิมและลำบากกว่าเดิม

กลับมานั่งรอรถเวียนที่ศาลาหน้า information center มีอาแปะคนนึงท่าทางปึ๋งปั๋งคุยด้วย เช่นเดียวกับทุกคนที่เจอคือนึกว่าเราเป็นคนจีน ระหว่างรอรถก็คุยกันไปแกก็ตกใจว่าเฮ้ย คนไทยมาเที่ยวคนเดียวเลยเหรอ ภาษาวัยรุ่นยุค social network คงจะ เหยดดดดดดด… อะไรทำนองนั้น แถมยังแนะนำเราอีกหลายอย่าง แกถามแวะ Xiaoyukeng มาหรือยัง เราบอกไม่ได้ไปแกไอ้หยาใหญ่ Xiaoyukeng เป็นปล่องภูเขาไฟที่ยังมีควันและกลิ่นกำมะถันกรุ่นๆ ถ้า Yangmingshan เปรียบกับก๋วยเตี๋ยว Xiaoyukeng ก็เป็นลูกชิ้นประมาณนั้น ฝากไว้ก่อนละกัน ไว้จะกลับมาล้างแค้น คุยกันเพลินๆ รถเมล์ก็มา อาแปะแกยังพาเราขึ้นรถอีก ใจดีจริงๆ

หยางหมิงซานมีออนเซ็นด้วย เราก็เตรียมชุดกับผ้าขนหนูมาโชว์ความเป็นไทยให้คนไต้หวันได้เห็นเหมือนกัน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันใกล้จะปิดแล้วหรือไง ไม่มีใครลงแช่น้ำพุร้อนเลย อยากแช่แต่ไม่อาจขัดประชามติได้เลยต้องไปจุดต่อไป Qingtiangang ซึ่งน่าจะเป็นจุดสุดท้ายเพราะแดดเริ่มคล้อยเริ่มแล้ว

Qingtiangang เป็นทุ่งหญ้าโล่งๆ บนภูเขา ชิลล์มาก เหมือนทุ่งหญ้าทางตอนใต้ของชิลี มีทางเดินทอดยาวไปตามสันเขาสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า เลยได้คะแนนโหวตจากวัยรุ่นเยอะมาก สังเกตดูเจอแต่คนมากันเป็นคู่ พาแฟนมาจู๋จี๋ โดยมีฝูงวัวเป็นพยาน ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าจะมาแบบฝนตก หมอกจัด ลมแรง เต็มเหนี่ยวไปเลยพี่ เอ้าเต็มที่ไปเลยเธอ จากตอนใต้ของทวีปละตินอเมริกาอาจจะเปลี่ยนเป็นแผ่นดินไฮแลนด์ทางตอนเหนือของสก็อตแลนด์เลย กรี๊ดๆๆๆ

ซื้อ Pocari Sweat ซดให้หายเหนื่อยหนึ่งกระป๋องเราก็พร้อมลงจากดอยเข้าเมือง เข็มสั้นชี้เลขห้าแล้วเดี๋ยวจะไม่มีรถกลับ ขากลับใช้สิทธิ์พลังวัยรุ่นเหมือนเดิมคือขึ้นไปยืนโหนนั่นเอง แต่เที่ยวนี้เป็นช่วงเลิกเรียนจึงมีน้องๆ นักศึกษาร่วมแย่งอากาศหายใจภายในรถ รถก็แน่นจนแทบไม่ขยับไปไหน เชื่อว่าวิญญาณนักซิ่งในตัวหลายคนคงหงุดหงิดจนไฟเขียวเมื่อไหร่พ่อจะกดมิดไมล์ ค่อยๆ กระดึ๊บจนมาถึงซื่อหลินที่เดิมแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องก็บดบังแสงอาทิตย์จนหมดแล้ว

กลางคืนไม่รู้จะไปไหนนอกจากตลาดกลางคืน เลยไปเดินตลาดกลางคืนที่ซื่อหลินอีกหนหลังจากหนที่แล้วมาโฉบกับกิ๊ฟ ยังไม่ทันตะลุยตลาดก็มีคนมาทักอีกจนได้ เป็นคู่ซี้เกาหลีที่พักโฮสเทลเดียวกะเรา (มีคนนึงนอนเตียงข้างบนเรา นอนดิ้นมาก กุกกักตลอดคืน) สองหนุ่มแดนโสมเลยชวนเดินด้วยกัน ไม่ได้เดินตลาดซื่่อหลินคนเดียวซักที แหะๆ

ต่อจากเบอร์เกอร์เมื่อเช้าก็ไม่มีโปรตีนตกถึงท้อง จึงได้เวลาเมนูในตำนาน Stinky Tofu! เต้าหู้เหม็นนั่นเอง กลิ่นของมันอานุภาพรุนแรงระดับไข่เน่าห้าสิบตัน รัศมีทำการ 300 เมตร ระยะหวังผลคือ 90 เมตร แค่ได้กลิ่นหลับตาเดินยังหาร้านเจอ เต้าหู้เหม็นนรกดัดแปลงได้หลายเมนู ทั้งต้ม ทอด บางร้านเอาไปทำยังไงไม่รู้ แม่งกลายเป็นก้อนเต้าหู้สีดำ เพิ่มดีกรีฮาร์ดคอร์เข้าไปอีก เราเลือกกินแบบทอดราดซอสเผ็ด แลดูปลอดภัยต่อทางเดินหายใจมากที่สุด เกาหลีสองคนดันป๊อดไม่กล้ากินซะงั้น พวกมึงพลาดแล้ว มันอร่อย!

สงสัยสองเราชาวเกาหลีชักจะรู้สึกเหมือน Super Junior ดังสู้ จา พนม ไม่ได้ มันเลยพากินดะด้วยความแค้น เริ่มด้วยอะไรซักอย่างที่เรียกว่า Oyster Vermicelli คล้ายกระเพาะปลาแต่เป็นหอย (อร่อย) หมูพันใบกุยช่ายย่างบาร์บีคิว ใครซื้อก็เอาไม้จิ้มฟันจิ้มขายง่ายๆ เลย (อร่อยเมพ) กุนเชียงสไตล์ไต้หวัน รสชาติเค็มๆ มันๆ (อร่อยโคตร) ชามะนาวไข่กบ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องดื่มประจำชาติอันดับสองต่อจากชาไข่มุก และอีกหลายเมนูที่เราได้แต่มองเพราะอีตาสองคนนี้มันกินกันราวกับพรุ่งนี้จะถูกจับเข้าค่ายทหารเกาหลีเหนือจริงๆ

แบก pig pack ขึ้นรถไฟฟ้ากลับคนละก้อน ถามไถ่โปรแกรมวันพรุ่งนี้ว่าจะไปไหนกัน วอนบินและซีวอน (นามสมมติ) จะไปชมความงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง หินเศียรราชินีที่เย่หลิ่ว ส่วนเราเลือกที่จะแหงนหน้ามองความก้าวหน้าโดยฝีมือมนุษย์ ที่ครั้งหนึ่งเคยสูงที่สุดในโลก Taipei 101!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s