ไต้หวันไดอารี่ ตอนที่ 5 : Day tripper!

เมื่อก่อนตอนเด็กๆ บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ เห็นเจ้าม้าเหล็กวิ่งส่งเสียงฉึกฉักทุกวัน วิ่งเล่นเตะบอลแถวนั้นจนมอมแมมคราบเขม่าคราบน้ำมันเครื่อง โตขึ้นมาหน่อยก็นั่งวาดรูปหัวรถจักร ตู้โดยสาร ตู้สินค้า สะพาน สถานี สมัยที่บ้านยังไม่มีรถส่วนตัวจะเดินทางไปไหนก็นั่งรถไฟ เข้ากรุงเทพก็นั่งรถไฟ เราเลยกลายเป็นโอตาคุรถไฟตั้งแต่เด็ก ชอบรถไฟของญี่ปุ่น อยากนั่งชินคันเซ็น แต่ตอนนี้ยังไปไม่ถึงญี่ปุ่นงั้นเรานั่งรถไฟไต้หวันก่อนละกัน

หลังจากลองนั่งรถไฟความเร็วสูง THSR เข้าเมืองไปแล้ว รถไฟธรรมดา TRA ก็ขึ้นมาแล้วในตอนที่ 2 แต่คนแน่นเอี้ยดจนไม่เห็นวิวข้างทาง วันนี้เลยจะลองใหม่สถานีปลายทางคือน้ำตกสื่อเฟิน (Shifen Waterfall) ที่ว่ากันว่าเป็นไนแองการาไต้หวัน กับย่านเมืองเก่าผิงซี (Pingxi) การเดินทางคือจากไทเปไปต่อรถไฟท่องเที่ยวสายผิงซี (Pingxi Branch Rail Line) ที่สถานียุ่ยฟาง (Ruifang) ถึงจะชอบนั่งรถไฟแต่เราจัดลำดับโปรแกรมนี้ไว้ท้ายๆ เพราะมีข้อมูลน้อยมาก ดีที่เคยขึ้นจากไทเปไปยุ่ยฟางมาแล้วงั้นก็ลุยเลยละกัน โอ๊ทส์

เช้าวันนี้ยังคงมีฝนตก (เหมือนเดิม – -” ) ที่ Taipei Main Station มีข้าวกล่องรถไฟขายเหมือนที่ญี่ปุ่นเลยจัดมาหนึ่งกล่อง ต่อไปก็ซื้อตั๋ว ซื้อจากตู้ขายตั๋วก็ได้ง่ายดี จะได้ไม่ต้องใช้ภาษามือ ข้างตู้มีตารางเดินรถแต่ไม่ช่วยอะไรเพราะมีแต่อักษรจีน ที่ตู้ไม่มีเวลาให้เลือกงั้นแสดงว่าเป็นตั๋วขบวนถัดไป กดเลือกขบวนที่ต้องการนั่ง ขบวนพิเศษหรือธรรมดา เลือกขบวนธรรมดาไปเพราะมันถูก 49NT กดเลือกสถานีปุ๊บใส่เงินก็ได้ตั๋วออกมา เหลือเวลา 10 กว่านาทีจะได้เวลารถออก แต่ปัญหาคือ… ขึ้นรถตรงไหนฟะ

Taipei Main Station แบ่งชานชาลาเป็นสองฝั่งคือ northbound กับ southbound แล้วไอ้สถานีที่จะไปนี่มันขึ้นเหนือหรือล่องใต้วะ ในตั๋วก็ไม่บอกห่าอะไรเลย (อาจจะบอก แต่เอ็งอ่านภาษาจีนไม่ออกเอง) ถึงจะเป็นรถไฟธรรมดาแต่ต้องใช้วิธีเสียบตั๋วผ่านเหมือนขึ้นรถไฟฟ้า โชคดีที่มีพนักงานยืนอยู่พอดีเลยยื่นให้ดู ผ่านช่องเสียบตั๋วมาได้แล้วมันชานชาลาหมายเลขอะไรฟะ แม่มมีเป็นสิบ ในตั๋วก็ไม่ระบุไว้ สุดท้ายเลยใช้วิธีเดิมคือยื่นตั๋วให้อาเฮียแต่งตัวเหมือนนายสถานีดู พอเห็นตั๋วปุ๊บอาเฮียแกหน้าตาตื่นลุกออกจากโต๊ะรีบจูงแขนเราออกจากที่เกิดเหตุวิ่งไปชานชาลาที่รถจอดทันที ตะโกนไล่หลัง “ขบวนนั้นแหละ ให้ไวเลย จะออกแล้ว” เราก้มหน้าก้มตาวิ่งขึ้นรถจนไม่ได้หันกลับไปขอบคุณเฮียเลย อาจจะดูเป็นบริการสไตล์จีนที่รวดเร็วและรุนแรงไปหน่อย แต่เราประทับใจนะ :D

เพิ่งพ้นช่วงหยุดยาวของคนไต้หวันเริ่มต้นวันทำงานคนโล่งมาก มีพื้นที่ให้เหยียดแข้งเหยียดขาสบายๆ นั่งชิลกับทิวทัศน์สองข้างทาง ข้าวกล่องรถไฟที่ซื้อมาเก็บไว้กินที่น้ำตกดีกว่า

ถึงยุ่ยฟางต้องลงไปซื้อตั๋วรถไฟสายผิงซีต่อ หาข้อมูลมาน้อยแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ยุ่งยากอะไร เดินไปซื้อที่ช่องขายตั๋วตรงชานชาลาได้เลยมีป้ายภาษาอังกฤษบอก เราซื้อตั๋วแบบ one day pass ไปเลยเพราะจะได้นั่งรถไฟเที่ยวไปทีละจุดตามสถานีได้ 52NT นั่งวนได้ไม่จำกัด ถึงเป็นวันธรรมดาแต่ก็มีเพื่อนร่วมทางเยอะอยู่เหมือนกัน เดินตามๆ เค้าไป คงไม่พาหลงอ่ะนะ

เหมือนเค้าจะกำหนดเวลาเดินรถสายผิงซีให้คนที่เพิ่งเดินทางมาถึงไม่ต้องรอนาน รถไฟขบวนเล็กๆ สามตู้ สีสันสดใสเข้าเทียบชานชาลา ภายในขบวนรถใหม่และสะอาดมาก เราวิ่งไปจองที่นั่งท้ายขบวนเลยจะได้ดูวิวที่รถไฟแล่นผ่านแบบเต็มๆ

รถไฟแล่นฉิวผ่านป่าสองข้างทางเขียวขจี ฟากนึงเป็นภูเขาอีกฟากเป็นแม่น้ำคล้ายๆ ทางรถไฟสายมรณะที่เมืองกาญแต่ต่างกันตรงที่สายผิงซีจะลอดอุโมงค์เยอะ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงจุดแรกที่เราจะลง สถานีสื่อเฟิน (Shifen) จะไปน้ำตกสื่อเฟินต้องลงสถานีนี้ แล้วไอ้น้ำตกนี่มันไปทางไหนกันล่ะ อาศัยเดินตามเค้าไปละกัน

ดูแผนที่บอกเส้นทางเดินจากสถานีไปน้ำตกสื่อเฟินแล้วชักจะหิวขึ้นมาเพราะต้องเดินย้อนไปอีกไกลใช้ได้ ขอนั่งซัดข้าวกล่องรถไฟในสถานีก่อนละกัน เปิดฝากล่องออกมาเป็นชุดข้าวพะโล้ ประกอบด้วยไข่พะโล้ เต้าหู้ ผักลวก และพระเอกคือหมูทอดพะโล้ชิ้นใหญ่ จะบรรยายยังไงดีอ่ะ เหมือนกับเอาหมูไปทอดก่อนแล้วค่อยมาต้มพะโล้อีกที อร่อยมาก!!! เราว่าไต้หวันขายข้าวกล่องรถไฟกันจริงจังเหมือนญี่ปุ่นเลย ที่ซื้อมาเป็นแบบถูกสุดนะ แพงกว่านี้ก็จะฮิโซขึ้นไปอีก

เสียเวลากับของอร่อยมากไปหน่อยจนคนทยอยออกจากสถานีเกือบหมดแล้ว ทางเดินข้างหน้าเหลือพี่ตี๋อ้วนชวนหิวคนเดียว (เรียกแบบนี้ละกัน เหมือนมาก) สะพายกล้องพร้อมอุปกรณ์ฟูลออปชั่นให้เราเดินตามห่างๆ มีชายหนุ่มท่าทางไม่น่าไว้ใจย่องตามมาเงียบๆ เฮียตี๋อ้วนคงเห็นท่าจะไม่ปลอดภัยเลยหยุดรอ พอหันมาถามเลยรู้โดยอัตโนมัติว่าไอ้ตี๋ที่ตามมาไม่ใช่คนแถวนี้แน่ เลยถามภาษาอังกฤษต่อว่ามาคนเดียวเหรอ? มาจากไหนล่ะ? พอตอบไปว่าไอคัมฟรอมไทยแลนด์เท่านั้นแหละ เฮียตี๋อ้วนยกมือไหว้ ทักทายว่า “ซาหวักลีคับ” ทันทีเลย โอ๊ยยยย เจอสวัสดีใส่อีกแล้ว คนไต้หวันจะนิสัยน่ารักเกินไปแล้ว >.<

เฮียตี๋อ้วนเห็นเราสะพายกล้องเลยชวนคุยเรื่องกล้อง เราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกล้องเลยยิ้มแหะๆ ทำเป็นแค่ถ่ายกับซูมเข้าซูมออก กล้องที่เห็นนี่ก็ยืมเพื่อนมา เฮียเลยอาสาปรับกล้องให้ ถ้ารูปถัดๆ ไปสวยขึ้นต้องยกเครดิตให้พี่ตี๋อ้วนนะ

เดินตามเฮียตี๋อ้วนเรื่อยๆ ก็มาถึงทางเข้าน้ำตก ต้องจ่ายค่าเข้าชมด้วย ไอ้เราก็นึกว่าฟรี แถมแพงด้วย  80NT แน่ะ ด้านในตกแต่งเป็นสวน มีร้านกาแฟให้นั่งพักผ่อนด้วย แต่ไม่ค่อยมีคนนั่งเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะยืนชมน้ำตกมากกว่า ได้ยินเสียงน้ำตกดังก้องป่า ไนแองการ่าแห่งไต้หวันใหญ่โตและทรงพลัง นึกถึงพวกหนังจีนกำลังภายในที่อาจารย์กับพระเอกเหาะเหินประลองวิชากันขึ้นมา กะว่าเข้าไปยืนหันหน้าหาน้ำตกให้ละอองน้ำปลิวโดนหน้า ดื่มด่ำกำซาบแล้วจะยิ่งสดชื่นสุดๆ เหมือนได้แสดงโฆษณาฮอลล์ชู๊ตเตอร์ พอลองจริงๆ มันไม่สดชื่นเลยอ่ะ มันเล่นซะหัวเปียกเสื้อเปียกเลย ขนาดไม่ค่อยมีฝนแล้วนะ บางคนหยิบเสื้อกันฝนมาใส่เลยนะ (จริงๆ)

ด้วยความที่ไม่มีแผนที่ไม่ได้หยิบอะไรมาทั้งนั้น จะกลับไปที่สถานีก็ไม่รู้ไปทางไหนเดินตามทางรถไฟไปเรื่อยๆ นี่แหละ กลายเป็นว่าเจอเพื่อนเดินเยอะเลยเพราะส่วนมากจะเดินมาทางนี้กัน (มิน่า ตอนเดินมาแทบจะไร้ผู้คน) อากาศเย็นสบาย สองข้างทางก็สวย มองทางไหนก็สวยไปหมด เดินยังไงก็ไม่เหนื่อย เราชักจะสนุกกับสองข้างทางระหว่างทางมากกว่าจุดหมายที่กำลังจะไปแล้วล่ะ

ถึงสถานีสื่อเฟินรถไฟยังไม่มา น่าจะมีเวลาให้เดินเล่นรอบๆ แถวนี้เมื่อก่อนเคยเป็นเหมืองถ่านหินเหมือนกับจิ่วเฟิน เลยมีสัญลักษณ์บ่งบอกถึงอดีต นอกจากนั้นผิงซี ยังมีเทศกาลโคมไฟ (Lantern Festival) อันโด่งดังจัดเป็นประจำทุกปี เราจะเห็นร้านรวงต่างๆ ประดับโคมไฟ หรือมีภาพวาด กำแพง ของที่ระลึกต่างๆ ที่เป็นโคมไฟอีกด้วย

แวะร้านของที่ระลึกระหว่างรอรถไฟ มีโคมไฟน้อยใหญ่เพ้นท์ลายเก๋ๆ โปสการ์ดแบบกระดาษธรรมดา แล้วก็มีโปสการ์ดไม้อัดด้วย รูปโพลารอยด์ ถูกใจโคมจิ๋วเห็นป้ายเขียนอันละ 60NT เลยหยิบมา 5 อัน สาวคนขายที่หน้าตาน่ารักระดับเป็นเน็ตไอดอลได้สบายทำหน้างงๆ บอกอันนี้มีไฟ LED 150NT นะคะ จะเปลี่ยนมั้ย? กะอีแค่หลอด LED แผงวงจรเล็กๆ กับถ่านนาฬิการาคามันแพงเว่อร์ขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ตอนจบก็พ่ายความน่ารักของคนขายเลยหน้ามืดเปลี่ยนเป็นแบบมีไฟหมดเลย กระเป๋าแห้งกันไป

ออกเดินทางต่อโดยรถไฟสถานีต่อไปคือผิงซี เมืองเล็กๆ ที่มีถนนสายเก่าและโคมไฟ สังเกตว่าย่านนี้ตามสถานีหรือข้างทางจะมีกระบอกไม้ไผ่เขียนข้อความแขวนไว้ อาจจะเป็นคำอวยพรหรืออธิษฐานอะไรซักอย่าง เดาว่าที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองมาก่อนคงเป็นชาวบ้าน คนรัก หรือคนในครอบครัวเขียนให้กำลังใจแก่ชาวเหมืองให้ปลอดภัยกลับมามั้ง ก็เดาๆ ไปเพราะไม่ยอมทำการบ้านมาเองนี่นา ซึ่งมันก็เป็นข้อเสียนะ

ความเชื่อเรื่องการปล่อยโคมลอยของคนไทยกับจีนดูจะต่างกัน ประเพณีปล่อยโคมของชาวภาคเหนือไทยคือเพื่อลอยเคราะห์หรือสิ่งไม่ดีออกไป ของไต้หวันจะเป็นการอธิษฐานขอพร เขียนคำอธิษฐานลงบนโคมแล้วปล่อยให้ลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า วัยรุ่นหนุ่มสาวชอบขอให้สมหวังเรื่องความรักกัน เราเพิ่งได้ดูหนังไต้หวันเรื่อง You are the Apple of My Eyes ฉากที่พระเอกกับนางเอกปล่อยโคมอธิษฐานขอให้ได้อยู่ด้วยกัน โลเกชั่นคือผิงซีที่นี่แหละ :)

ถนนสายเก่าผิงซี (Pingxi Old Street) วันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา คนมาเที่ยวไม่เยอะเท่าไหร่ ร้านรวงบางร้านก็ปิด ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึง เหมาะที่จะใช้ชีวิตให้ช้าลงดีนะ ที่นี่อะไรๆ ก็ดูจะเป็น theme โคมไฟไปหมด ไฟถนนก็ทำคล้ายๆ โคมไฟ กำแพงสถานีตำรวจยังตกแต่งกระเบื้องเป็นรูปโคมไฟเลย

เจอเฮียตี๋อ้วนยืนรัวชัตเตอร์ใส่รถไฟอยู่เลยขอความช่วยเหลืออีกรอบ ช่วยดูตารางเวลารถไฟให้หน่อย อยากรู้รถออกกี่โมง พี่ตี๋อ้วนเลยพาเดินไปดูที่สถานีให้ อธิบายโน่นนี่ให้ครบหมดเลย สถานีต่อไป สถานีจิ้งถง (Jingtong) สถานีปลายทางของ Pingxi Branch Rail Line เราถามเฮียตี๋อ้วนจะไปต่อมั้ย เฮียแกบอกผิงซีที่สุดท้ายแล้วเดี๋ยวจะรอรถไฟกลับ งั้นคงต้องแยกทางกันที่สถานีนี้ เราจับมือแสดงความขอบคุณ เฮียก็พูดสวัสดีอีกรอบ อวยพรกลับขอให้โชคดี คนที่นี่น่ารักหลายคนมาก เสียดาย น่าจะเอาของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากเมืองไทยติดตัวไปด้วยนะ

จากผิงซีไปแค่ไม่ถึงสองกิโลเลยกะว่าจะเดินไป ไปถึงก็มีเวลาเดินเล่นจิ้งถงซักแป๊บ อีกชั่วโมงกว่าจะมีรถไฟเที่ยวกลับกะว่ารวมเวลาเดินไปกับเดินเล่นคงได้เวลาพอดี

โบราณว่าหลงทางเสียเวลา… ถูกต้องครับ ไปผิดทางอีกแล้ว เดินตามถนนใหญ่ไปเรื่อยชักจะยังไงๆ ถนนขึ้นเขาเริ่มกลายเป็นสนามอัดรถของขาซิ่งทั้งหลายหยั่งกะ Initial D เดินย้อนกลับไปเดินตามทางรถไฟดีกว่าชัวร์สุด เวลาเดินเล่นหายไปหน่อยหรืออย่างมากก็ตกรถไฟ รอขบวนถัดไปอีกหนึ่งชั่วโมงแค่นั้นเอ๊ง

จิ้งถงเป็นเหมืองเก่าเลยมีวัฒนธรรมเหมืองหลงเหลืออยู่มาก ด้านบนสถานีเป็นภูเขา มีเหมืองเก่าที่ปัจจุบันดัดแปลงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ รีสอร์ต ตัวสถานีเป็นอาคารไม้หลังเก่าชั้นเดียว หลังคาสีเขียวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บรรยากาศเก่าๆ คลาสสิก มีคู่แต่งงานควงตากล้องมาถ่ายภาพ หนังเรื่อง You are the Apple of My Eyes ก็มีฉากพระเอกเดินจูงมือนางเอกที่สถานีนี้ด้วยนะ

เกือบห้าโมง รถไฟมาถึงตามเวลาเป๊ะ ได้เวลากลับ ขึ้นไปจองที่นั่งท้ายขบวนเหมือนขามา แต่คงไม่ชมวิวเพราะกะขึ้นไปหลับชาร์จพลังก่อนไปจิ่วเฟินอีกรอบ เพราะวันแรกที่ไปกับกิ๊ฟกล้องไม่พร้อม ฝนตก คนเยอะแทบไม่มีที่เดิน แถมรีบกลับยังไม่ได้สัมผัสบรรยากาศโคมไฟสว่างไสวยามค่ำคืนเลย ออกตอนนี้กว่าจะขึ้นไปถึงคงมืดพอดี

รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาถึงสถานีไหนแล้วไม่รู้ คนตรวจตั๋วเดินมาถึงตรงหน้าพอดี เราก็ห๊ะ.. มีคนตรวจตั๋วด้วยเหรอ ตอนขามาไม่เห็นมีนี่หว่า แต่ไม่มีปัญหาเราซื้อตั๋ว one day pass อยู่แล้ว แต่การเดินทางถ้าสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่างมันก็ไม่มีอะไรมันส์ๆ มาเขียนน่ะสิ ยินดีด้วยครับที่เดาถูก ถูกต้องครับ… ผมทำตั๋วหาย!!

พนักงานเก็บตั๋วหน้าคล้ายเจ้าของเขียงหมูที่เบื้องหลังสับเนื้อคนยัดไส้ซาลาเปาในหนังฮ่องกงยืนอยู่ตรงหน้า แค่มองตาก็เข้าใจไหนล่ะตั๋วมึง ล้วงกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา กระเป๋าหน้าหลังรวมทั้งในเป้ก็ไม่พบ คนบนรถที่ยังไม่หลับเริ่มหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกะเหรี่ยงไทยชายเดี่ยว นายตรวจคงเข้าใจว่าเป็นนักท่องเที่ยวหลงมาเลยถามสั้นๆ ไปไหน จ่ายตังค์มา เลยต้องจ่ายตั๋วขากลับอีกรอบทั้งๆ ที่ซื้อตั๋วแบบไม่จำกัดเที่ยว (T_T) ก่อนจะเดินจากไปเฮียนายตรวจซาลาเปาเนื้อคนหันมายิ้มเล็กๆ เตือนว่าอีกสองสถานีถึงแล้วนะ อย่าลืมลงจากรถล่ะ หึๆ

ไปจิ่วเฟินอีกรอบก็ไม่มีอะไรมากเพราะกะไปถ่ายรูปแป๊บๆ หาอะไรกินค่อยกลับ คนน้อยกว่าวันแรกเยอะแต่ยังคึกคักอยู่เพราะทัวร์ญี่ปุ่นมาลงแก๊งใหญ่ อากาศก็ปลอดโปร่ง บรรยากาศตอนตะวันตกดินมันเท่จริงๆ จิ่วเฟินเป็นอะไรที่ควรมาตอนโพล้เพล้พลบค่ำนะ แนะนำๆ

เกือบสองทุ่มคนเริ่มทยอยกลับ รถบัสกลับไทเปหมดกี่โมงไม่รู้ฉะนั้นรีบกลับดีกว่า ยืนรอรถอยู่หลายสิบนาทีไม่มาซักทีชักหนาวเลยหลบไปยืนมุมตึก กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดแล้วตอนรถบัสมาถึง คนที่รอรถเป็นกลุ่มๆ ยืนคุยกันหนุกหนานเหมือนป้ายหน้ามหาลัยที่จริงคือเค้าต่อคิวกันไว้แล้ว เราที่หลบไปยืนมุมตึกกลายเป็นออกนอกแถวเลยกลายเป็นบ๊วย โอ๊ยยยย คนที่นี่จะระเบียบเป๊ะเกินไปแล้ว รถบัสคนนั่งเต็มแล้วไม่รับผู้โดยสารอีกต่างหากต้องรอคันต่อไป โชคดียังมีคนตกรถเป็นเพื่อน 4-5 คน ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเรากับคนที่เหลือก็เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ลงจากเขา กว่าจะถึงไทเปสี่ทุ่มกว่าไม่เดินตลาดกลางคืนแล้ว ขี้เกียจ กลับห้องนอนดีกว่า พรุ่งนี้เป็นวันที่เฝ้าคอยมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s