ไต้หวันไดอารี่ ตอนที่ 3 : Found & Lost

ในการ์ตูนเรื่อง Bakuman วัยซนคนการ์ตูน จะมีฉากโรแมนติกจังหวะที่คลื่นของพระเอกกับนางเอกตรงกัน หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์แบบนี้นะ ที่คนสองคนบังเอิญทำอะไรเหมือนกันพร้อมๆ กัน หรือเคยแอบมองเพื่อนข้างห้องที่ชอบ แล้วสาวน้อยคนนั้นหันมามองหน้าสบตาเราพอดี

เราแยกกับกิ๊ฟ อเล็กซ์ และเคที่หน้าห้าง SOGO ตอนกลับมาถึงไทเป กิ๊ฟลงไปเดินซื้อของฝากในห้างเตรียมกลับเมืองไทยพรุ่งนี้ นึกดูแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจอยู่เหมือนกันนะที่มาเจอคนไทยที่ไต้หวันแบบต่างคนต่างมา เจอกันที่โฮสเทลที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ ออกไปเที่ยวด้วยกัน คิดว่าเรื่องแบบนี้มีแค่ในหนังซะอีก

สิ้นเสียงประกาศสถานี Taipei Main Station ได้เวลาก้าวเท้าลงจากขบวนรถ MRT สายน้ำเงิน ชานชาลาฝั่งตรงข้ามมีรถไฟอีกขบวนเทียบพร้อมกันพอดี เราชิดขวาขึ้นบันไดเลื่อนเดินตามป้ายบอกทาง MRT สายสีแดง จุดมุ่งหมายคือกลับโฮสเทล ทันใดนั้นเอง หน้าจอเรดาร์เราเห็นผู้หญิงตัวเล็ก ใส่เสื้อโค้ทไหมพรมสีขาว ถือของพะรุงพะรังเดินนำหน้าระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว…

กิ๊ฟคงจะกลับมาจาก SOGO รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเหมือนกันแต่คนละทาง เรามาจากทางซ้าย กิ๊ฟมาจากทางขวา มาเจอกันตรงกลางที่ไทเปเมนสเตชั่นพอดี โอกาสที่จะจ๊ะเอ๋กันอีกครั้งกลางหมู่คนแปลกหน้านับร้อยนับพันคน เวลาที่จะเกิดเหตุการณ์เท่ากับเวลาในการเดินทางเพียงไม่กี่นาที ตั้งโจทย์ความน่าจะเป็นให้เด็กเตรียมเอ็นท์ฯ คงปวดหัว เราไม่เชื่อพรหมลิขิต สองเงาในเกาหลีมันก็แค่หนังสือ ไม่เชื่อจนกระทั่งช่วงเวลาที่เธอหันหน้าส่งสายตามาที่เห็นเป็นภาพซุเปอร์สโลว์โมชั่น มีฉากหลังเป็นผู้คนที่เดินกันวุ่นวาย มีเพลงช้าๆ ของไอดอลไต้หวันเป็นเพลงประกอบ…

นี่มันไม่ใช่ในหนังแล้ว…

…เล่าให้มันโรแมนติกไปงั้นแหละ ยังไงคืนนี้เราสองคนก็นอนห้องเดียวกันอยู่ดี (พร้อมเพื่อนสหประชาชาติอีก 5 คน)

“อ้าว นี่ตามเรามาเหรอ” กิ๊ฟหาว่าเป็นสตอล์คเกอร์ซะงั้น – -”

เราบอกว่าเพิ่งลงรถไฟฟ้าจากซีเหมิน กำลังจะกลับที่พัก บังเอิญเจอกันพอดี

“เดี๋ยวจะไปซื่อหลินต่อ นายไปด้วยกันสิ”

ยังไม่ทันได้ถามว่ากิ๊ฟจะไปไหนต่อ กิ๊ฟก็เอ่ยปากชวนว่าจะไปตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) นาฬิกาบอกเวลาขณะนี้สี่ทุ่มครึ่ง ถ้าไปก็ต้องเป็นซินเดอเรลล่าเพราะรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายเที่ยงคืน เราถามไปงั้นไม่ต้องการคำตอบว่ามีเวลาเดินแค่ชั่วโมงกว่าเองนะ บินจากบ้านมาไกลขนาดนี้ จะมีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธล่ะ

IMG_4787

หากดินแดนไต้หวันมีเย่ซื่อ (ตลาดกลางคืน) เป็นที่เลื่องลือ ซื่อหลินเย่ซื่อก็เปรียบเสมือนจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในยุทธภพ แหล่งวัยรุ่น เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ของกิน ของสะสม ทุกอย่างรวมอยู่ที่นี่ เนื่องจากเวลาจำกัดเราเลยยกหน้าที่ช้อปปิ้งให้กิ๊ฟ เราอยู่อีกหลายวันยังไงคงได้มาอีก เป้าหมายอย่างเดียวของเราที่นี่คือกินไก่ทอดยักษ์ร้านดัง Hot Star กิ๊ฟคงเห็นว่าเรายังเอ๋อๆ กับการเจรจาซื้อของกับคนไต้หวันอยู่เลยอาสาเข้าคิวซื้อให้ (ให้เรารับภาระถือของให้แทน) ไก่ทอดที่นี่เวลาสั่งคนขายจะถามว่าเอาเผ็ดมั้ย ถ้าอยากได้เผ็ดหน่อยบอกคนขายว่า “ล่า” แปลว่าเผ็ด ถ้าไม่เอาเผ็ดก็ “ปู้ล่า” สำหรับลิ้นคนไทยถือว่าไม่เผ็ดหรอก ไม่เผ็ดไม่อร่อยนะ เคที่บอกมา :)

IMG_4790

ไก่ทอดไซส์ใหญ่เฮฟวี่เวทจนเราไม่สามารถแทะให้หมดระหว่างทางเดินไปสถานี MRT ได้ เลยต้องยัดใส่กระเป๋ากลับไปนั่งแทะต่อที่โฮสเทล รุ่งขึ้นก็จะเป็นวันสุดท้ายของกิ๊ฟในไทเปแล้ว ไฟลท์กลับเมืองไทยบินตอนเย็นพอจะเหลือเวลาเช้าบ่ายให้เที่ยวชิมช้อปเบาๆ กิ๊ฟยื่นข้อเสนอว่าเราจะไปมองไทเปจากมุมสูงกัน กิ๊ฟถามเราว่ามีแพลนจะขึ้นชิงช้าสวรรค์ที่ห้าง Miramar มั้ย เราแนะว่างั้นไปขึ้นตึก Taipei101 ไม่ดีกว่าเหรอ ตัดสินใจไม่ได้เลยกล่าวราตรีสวัสดิ์กันเพียงเท่านี้ก่อน วันนี้เดินกระหน่ำจนสภาพไม่ต่างจากเดินข้ามทะเลทรายโกบีทั้งคู่ พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยว่ากัน

แต่กว่านักท่องเที่ยวจากแดนสยามเมืองยิ้มสองคนจะตื่นล่อไปสิบเอ็ดโมง ห้องนอนขนาด 7 เตียงไม่เหลือใครนอกจากสองวัยรุ่นชาวไทยเพราะคนอื่นออกไปกันหมดแล้ว กิ๊ฟเก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนเช้านี้เลยไม่รีบร้อนอะไรแม้จะมีเวลาให้เที่ยวไม่มากนัก กิ๊ฟเช็คเอาท์แต่ขอฝากกระเป๋าไว้ที่โฮสเทล ออกไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาแบบไม่ต้องกดกริ่งเรียกสต๊าฟเพราะเราก็มีกุญแจอีกชุดนึง อากาศวันนี้ยังคงหนาว ท้องฟ้าไม่สดใสมีฝนโปรยปราย เราสองคนเดินฝ่าลมหนาวจนถึงหน้าสถานีโดยที่ยังไม่รู้จุดหมาย ฝั่งตรงข้ามมีร้านซูชิร้านโปรดกิ๊ฟพอดี บอกวันนี้วันสุดท้ายแล้วขอจัดหนัก เราถามความแน่ใจว่าอยู่เมืองจีนจะกินอาหารญี่ปุ่นเหรอ กิ๊ฟค้อนเล็กๆ ก่อนจะหันมาบอกว่าลองกินดูละกัน ห้ามบ่นว่าอร่อย :P

ร้าน Sushi Express เป็นแฟรนไชส์ซูชิเวียนที่หากินได้ทั่วไปในไต้หวัน มีให้เลือกหลายหน้าทั้งปลาไหล กุ้งหวาน ปลาหมึก แซลมอน มาคุโร่ และอื่นๆ อีกมากมาย เราไม่ใช่คนชอบกินซูชิเท่าไหร่ อยู่เมืองไทยแทบไม่ได้กินยังเผลอพูดว่าอร่อย สนนราคาคิดเป็นเงินไทยจานละ 30 กว่าบาทเอง ถูกมาก! นั่งคุยกันพร้อมกับเคี้ยวซูชิตุ้ยๆ ตกลงว่าดูสภาพอากาศแล้วขึ้นตึก Taipei101 คงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่ งั้นพวกเราไปนั่งชิงช้าสวรรค์กัน หลังจากนั้นก็คุยกันเรื่อยเปื่อย ถามไถ่ชีวิตที่เมืองไทยว่าเป็นยังไงบ้าง ในร้านซูชิเป็นช่วงเวลาที่กิ๊ฟกับเราคุยเรื่องส่วนตัวกันนานที่สุดแล้ว ส่วนอัตราซูชิที่ซัดเข้าไปนั้น ไม่ขอพูดดีกว่า เดี๋ยวฝ่ายหญิงเสียหาย :P

IMG_4798

หากใครเคยดูซีรี่ย์ไต้หวันพวกรักใสใสหัวใจสี่ดวงคงพอคุ้นๆ ฉากห้างหรูที่มีชิงช้าสวรรค์อยู่บนดาดฟ้าได้ Miramar Entertainment Park นอกจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แล้วยังมีสวนสนุก โรงหนัง Imax และไฮไลท์เด็ดที่ใครมาเยือนต้องลองสัมผัสคือชิงช้าสวรรค์ไซส์ยักษ์ จะเป็นพ่อแม่จูงลูกหลานมานั่งชมวิวก็ได้ หรือหนุ่มสาวชวนกันมาออกเดทก็ดี แต่กับหนุ่มสาวชาวไทยคู่หนึ่งจะเรียกว่าออกเดทก็ไม่น่าจะใช่ แล้วจะเรียกว่าอะไรดี สองเงาในเกาหลีเวอร์ชั่นไต้หวันได้มั้ย? การเดินทางไป Miramar ลงสถานี MRT สายสีน้ำตาล Jiannan Rd แต่การเดินทางจากจุดที่เราอยู่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟถึงสามต่อ ไกด์สาวจึงพาเราขึ้นรถเมล์ตรงอย่างเดียวไม่กี่ป้ายก็เห็นรถไฟฟ้าสายน้ำตาลแล้ว สายนี้เป็นโมโนเรล

IMG_8904

การขึ้นรถเมล์ในไต้หวันแรกๆ อาจจะกลัวหลง แม้บริเวณป้ายรถเมล์จะมีชื่อบอกว่าป้ายนี้เรียกว่าอะไร สายรถเ้มล์ที่ผ่านพร้อมเส้นทางว่าผ่านจุดไหนบ้างจะเป็นภาษาจีน แต่ลองใช้บริการจริงๆ สังเกตนิดหน่อยก็ไม่ยากอย่างที่คิด การจ่ายค่าโดยสารจะมีจ่ายตอนขึ้นรถกับจ่ายตอนลง เหนือเบาะคนขับจะมีป้ายภาษาจีนเดาง่ายๆ ถ้าเป็นตัวอักษรชี้ขึ้นก็จ่ายตอนขึ้น ชี้ลงก็จ่ายตอนลง หากจ่ายด้วย Easy Card จะทาบดะทั้งขึ้นทั้งลง มั่วไปเลยก็ได้ ถ้าไม่ใช่คนขับจะบอกว่าปู้ๆๆ ก็คือไม่ใช่นั่นเอง รถเมล์หลายคันจะมีอักษรวิ่ง, เสียงประกาศอัตโนมัติบอกว่าป้ายต่อไปคือที่ไหน ที่คนขับจะมีไมโครโฟนคอยแจ้งผู้โดยสารอีกทีนึง ตั้งใจฟังนิดนึง รับรองไม่มีหลง :)

IMG_8903

โหนโมโนเรลชมวิวเปลี่ยนบรรยากาศจากรถไฟใต้ดินห่างจากตึกทรงเหลี่ยมออกนอกเมืองแป๊บๆ ก็เห็นชิงช้าสวรรค์ไอคอนของ Miramar เด่นมาแต่ไกล กิ๊ฟอาสาทำหน้าที่ไกด์ต่อด้วยการไปซื้อตั๋วขึ้นชิงช้าให้ ค่าตั๋วสำหรับผู้ใหญ่คนละ 150NT กระเช้ามีสองแบบคือแบบธรรมดากับแบบพื้นใส กระเช้าแบบใสต้องรอคิวพอสมควรเลยนั่งแบบธรรมดา

IMG_8910

IMG_8945

IMG_8915

IMG_8930

IMG_8937

ลงจากชิงช้าสวรรค์มาช้อปปิ้งด้านล่างต่อ กิ๊ฟเพลิดเพลินอยู่ในร้านกิ๊ฟช็อปสมชื่อจนได้ของมาหนึ่งถุงใหญ่ ส่วนเราออกล่าหาขนมกินแม้ท้องจะยังตึงจากซูชิที่เพิ่งยัดเข้าไป ลานด้านล่างมีจัดงานกิจกรรมสำหรับคุณหนูๆ เราสองคนแอ๊บเด็กกันสนุกสนานจนเด็กไต้หวันเริ่มงอนก็ได้เวลากลับ กิ๊ฟบอกขากลับอยากกิน “ม่ายตังเหลา” จะพาไปแวะกิน อะไรคือม่ายตังเหลา? ถึงหน้าร้านจึงร้องอ๋อว่าม่ายตังเหลามันคือแมคโดนัลด์นั่นเอ๊งงง กิ๊ฟคอนเฟิร์มว่าอร่อยรสชาติไม่เหมือนของไทยขอจัดไก่ทอดไปหนึ่งชิ้นวัดกันไปเลย แมคไก่ทอดที่นี่เนื้อไก่ฉ่ำกว่าเพราะของบ้านเราเป็นไก่่แช่ฟรีซ แป้งจะบางกว่าไม่ค่อยเน้นเครื่องเทศเท่าไหร่ อร่อยกันคนละแบบ

IMG_4811

ไก่ที่ค่อยๆ ถูกแทะหมดไปช่างเหมือนเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลากันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ (แหม ช่างเปรียบเปรย) อากาศแจ่มใสขึ้น พวกเราเก็บร่มขึ้นรถเมล์กลับทางเดิมเพื่อเอากระเป๋ากิ๊ฟที่โฮสเทล ระหว่างที่เรากำลังล้วงกุญแขไขประตูบ้าน ทันใดนั้นเองเราได้ยินคำถามจากกิ๊ฟด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“นายเห็นถุงสีแดงที่เราถือมามั้ย?”

“ไม่เห็นนะ ลืมไว้ที่คอสเมดหรือเปล่า?” เราสงสัยเพราะกิ๊ฟร้านนี้ก่อนเดินเข้ามา

“ไม่อ่ะ ไม่มีๆ” กิ๊ฟจำได้ว่าไม่ใช่ที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน…

จะยืนนึกอยู่หน้าประตูก็ยังไงๆ อยู่เลยเข้าไปนั่งทำใจให้สงบในโฮสเทลก่อน ถุงที่หายเป็นถุงใส่ของสะสมที่กิ๊ฟซื้อมาจาก Miramar มูลค่าสินค้าข้างในหลายพันบาท ช่วยกันไล่เรียงเหตุการณ์ทีละลำดับตั้งแต่ออกจากห้างก็ขึ้นรถไฟฟ้า กินแมคโดนัลด์ นั่งรถเมล์กลับ แวะร้านคอสเมด ถ้าลืมบนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์คงจะหมดสิทธิ์ตามหา งั้นคงลืมไว้ที่ร้านแมค สต๊าฟของโฮสเทลชื่อซาร่าเห็นเราสองคนวุ่นกันมากเลยให้ความช่วยเหลือ เปิด google หาเบอร์โทรสาขาแต่เราก็ดันไม่รู้ตรงนั้นมันเรียกว่าสาขาอะไร ซาร่าเลยงัดไม้ตายอีกอย่างของ google มาใช้นั่นคือ google street view เจ๋งมากมาย เท่านี้ก็ง่าย ยอดไปเลยซาร่า!!

ซาร่าช่วยโทรถามผู้จัดการร้านว่ามีถุงสีแดงลูกค้าคนไทยสองคนลืมไว้มั้ย กิ๊ฟนั่งลุ้นคำตอบ พอได้ยินคำตอบว่าพนักงานร้านเก็บไว้ให้รอยยิ้มที่หายไปก็กลับมาอีกครั้ง แต่เสียเวลาไปเยอะ อีกสองชั่วโมงกิ๊ฟต้องถึงสนามบิน ทางเลือกที่ปลอดภัยคือเราไปเอาของให้ กิ๊ฟก็ไปสนามบินเลยแล้วค่อยส่งตามไปทีหลังหรือไม่ก็ค่อยเจอกันที่เมืองไทย กิ๊ฟบอกให้ซาร่าแจ้งผู้จัดการไปว่าูลูกค้าคนไทยคนผู้หญิงที่ลืมของไว้จะไปรับคืน เราถามว่าเอางี้เหรอ แล้วจะไปถึงสนามบินทันเวลามั้ย กิ๊ฟมั่นใจว่าทันก็โอเค กิ๊ฟพอรู้เส้นทางอยู่แล้วเราก็ไม่กังวลอะไร กิ๊ฟอาจจะคิดว่ามันเสี่ยงบ้างแต่คงน้อยกว่าปล่อยให้กะเหรี่ยงอย่างเราไปเองคนเดียวแหละมั้ง

จะบอกให้ว่ากิ๊ฟตัดสินใจถูกเต็มๆ เราช่วยกิ๊ฟลากกระเป๋าใบโตถึงหน้าประตู ล้วงกระเป๋ากางเกง,กระเป๋าเสื้อ ที่มีทั้งหมดรู้สึกว่ามีบางอย่างหายไป…

“เชี่ย… กุญแจหาย”

เราเผลออุทานไม่สุภาพออกไปจนกิ๊ฟได้ยิน กิ๊ฟไม่ควรมาเสียเวลาเพิ่มอีกแล้วแต่สุดท้ายไม่รอดอยู่ดี กดปุ่้ม rewind ในความคิดตัวเองเราก็ไม่ได้เอาอะไรไปเก็บ งั้นคงลืมเสียบคาไว้ที่ประตู แต่เปิดประตูก็เห็นแต่รูกุญแจว่างเปล่า ไม่มีกุญแจ! เราวิ่งแจ้นกลับเข้าโฮสเทลดูว่าทำตกหล่นที่ตรงไหนหรือเปล่าก็ไม่มี ตัดสินใจว่างั้นเราสองคนไปกันก่อนค่อยกลับมาเคลียร์เรื่องกุญแจทีหลังเอง กำลังจะเอื้อมมือไปปิดประตูซาร่าวิ่งแจ้นขึ้นบันไดตามหลังมาตะโกนว่าหากุญแจอยู่รึเปล่า มีสต๊าฟเจอกุญแจเสียบทิ้งไว้หน้าประตูเลยเก็บให้ เรายื่นมือรับกุญแจขอบคุณซาร่าเสร็จกิ๊ฟหันหน้ามายิ้มพร้อมทั้งหัวเราะ เราเลยแอบหัวเราะตาม ถ้าให้เดาใจคงหมายความว่าวันนี้มันบ้าดีเนอะ นี่แหละคือการเดินทาง… ถ้าการเดินทางมันสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างก็คงขาดเรื่องบ้าๆ เรื่องหลงทาง ที่เราหัวเราะทุกครั้งเมื่อนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์แบบนี้ล่ัะมั้ง :)

คนไทยสองคนที่เพิ่งเจอกัน เดินทางร่วมกันครั้งสุดท้ายด้วยเส้นทางเดิมเหมือนกับในตอนเช้า ลมพัดแรง อากาศกลับมาหนาวอีกรอบ เราอาสาลากกระเป๋าให้เพื่อที่กิ๊ฟจะได้ไปรับของคืนได้สะดวก กิ๊ฟเดินยิ้มแย้มออกจากร้านแมคพร้อมถุงที่ลืมไว้ อยากรู้จังถ้าเป็นเมืองไทยเราจะได้ของคืนเหมือนกับที่ไทเปนี่หรือเปล่า?

การเดินทางนำพาเราไปเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสมอ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือส่วนหนึ่งของการเดินทาง กิ๊ฟบอกว่าคงไม่ได้ขึ้นรถไปสนามบินตามจุดที่วางแผนไว้จะไปขึ้นรถเมล์ตรงแยกใกล้สถานี Zhongshan High School แทน นั่นหมายความว่าเราสองคนจะแยกทางกันที่สี่แยกนั้น

IMG_8907

รถเมล์มาถึงป้ายเร็วจนไม่มีทันที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อ add friend หรือพูดอะไรกันเป็นการส่งท้าย กิ๊ฟลากกระเป๋าขึ้นรถ นั่งลงที่นั่งริมหน้าต่างและโบกมืออำลา คนไทยสองคนพบกันต่างแดนมีแต่คนที่พูดคนละภาษาอาจเป็นเพราะคลื่นตรงกันก็ได้ ที่เมืองไทยคงจะมีคนที่คลื่นตรงกันเต็มไปหมดจนผลักจนห่างกันออกไป ไม่รู้จะมีโอกาสแบบนี้แค่ไหน หวังว่าเราจะได้เจออีกครั้งกันอีกที่บ้านของเราเอง…

IMG_4809

นับจากนาทีนี้ไปเราคงเดินทางคนเดียวตามที่ตั้งใจไว้ หากการเดินทางทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ วันที่เหลืออาจทำให้รู้ว่าการเที่ยวสองคนสนุกกว่าไปคนเดียวก็เป็นไปได้นะ

One response to “ไต้หวันไดอารี่ ตอนที่ 3 : Found & Lost

  1. อ๊ากกกก เสียดาย ลุ้นแทบแย่ รู้สึกเหมือนอ่านนิยายวัยรุ่นเรื่องนึงอยู่ ลุ้นว่าพระเอกจะได้พบกับนางเอกเมื่อกลับไทยมั้ย เรื่องราวจะเป็นไงต่อไป แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นจนไม่มีเวลาแม้จะกล่าวคำอำลา .. อยากให้กลับมาเจอกันที่ไทยอีกจัง เช่นไปรีวิวเรื่องราวในเว็บแล้วก็จำกันได้อะไรแบบนี้ ^^ (อินไปหน่อย 555)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s