ไต้หวันไดอารี่ ตอนที่ 1 : วิ่งหน้าไหม้ไปไทเป

“โห… ติ๊สว่ะ”

“เหยดดด… โคตรอินดี้”

“อกหักเหรอวะ?”

คำพูดทำนองนี้เปรียบเหมือนข้อหาที่ถูกตั้งหลังจากเปรยกับเพื่อนฝูงเล่นๆ ในวงเหล้าว่าจะลุยเดี่ยวเที่ยวเมืองนอก แต่เราปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมยืนกรานว่าไปเมืองนอกคนเดียวแม่งโคตรเท่ห์! ไม่ได้ตั้งใจจะเป็น backpacker ตัวจริงเหมือนหลายคนที่มีชื่อบนปกหนังสือ หากเพราะปัจจัยแวดล้อมบังคับ (ไม่มีตังค์นั่นแหละ) ปีนี้มีเงินเก็บอยู่บ้าง มั่นใจมากนี่แหละปีของกู หัวใจพองโต อารมณ์ฮึกเหิมเหมือนเด็ก ม.ต้น กำลังเดินถ่างขาไปตบแย่งไอติมเด็กอนุบาล แต่พอไปยืนกลางสนามเด็กเล่นแล้วไอ้เด็กหัวเกรียนทางซ้ายมันถือไอติมช็อกโกแลต เด็กใส่หมวกอีกคนเลียไอติมมะนาวแผล่บๆ เลยต้องตบโหลกตัวเองไปก่อนเพราะไม่รู้จะไปตบคนไหนดี

อ่านรีวิวท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ประเทศนี้ก็น่าไป ประเทศนั้นก็เก๋มีเสน่ห์  ในปาร์ตี้ลิสท์เบอร์ต้นๆ ที่คนไทยชอบไปก็อย่างเช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์, เกาหลี, ญี่ปุ่น และจีนที่กำลังโกยแต้มไล่มาติดๆ นักเดินทางมือใหม่อย่างเราเลยอยากเลือกประเทศที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะและไม่ต้องทำแบบฝึกหัดเอาชีวิตรอดมากนัก แต่ก็ไม่มีที่ไหนอยากไปแบบเป็นพิเศษ ญี่ปุ่นแม้คะแนนจะนำโด่งแต่ก็แพงไป ฮ่องกงเคยไปผ่านๆ เกาหลีน่าสนแต่คงไม่ตามรอยเจ้าหญิงวุ่นวาย จีนนี่แล้วแต่เมือง นึกไม่ออกก็นอนดูทีวีเอานิ้วตีนจิ้มรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อยก็ไปเจอละครแม่บ้านอมตะตำนานรักดอกเหมย แต่อนิจจา… จากซีรี่ย์ไต้หวันกลายพันธ์เป็นเกาหลี

รู้สึกเหมือนกำลังมองข้ามอะไรบางอย่าง

ไต้หวัน!!

ทุกวันนี้ตามชั้นวางหนังสือหมวดท่องเที่ยวมีแต่ท่องญี่ปุ่นตะลุยเกาหลี ชาเขียววางเรียงกันเต็มตู้แช่เย็นร้านสะดวกซื้อ เครื่องสำอางค์ขายดีต้องเมดอินเกาหลี และไอดอลเคป๊อปเปิดคอนเสิร์ตแดนสยามบ่อยกว่าศิลปินไทยเอง… เหมือนพวกเราหลงลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งเราเคยรักและรู้จัก เจย์ โชว และ F4!

ถ้าไม่นับศิลปินไต้หวันที่เคยดังในบ้านเราแล้วแทบไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับไต้หวันนัก รู้จักแค่ตึก Taipei 101 ละก็  Thailand กับ Taiwan มันคนละประเทศกัน มีอะไรให้เที่ยวอีกบ้างก็ไม่รู้ เดาว่าคงคล้ายฮ่องกง เป็นเกาะเหมือนกัน ความเจริญเข้าถึง ตึกเยอะห้างเยอะ หลายคอมเมนท์ในเน็ตยืนยันว่าคนไต้หวันน่ารัก ใจดี มีระเบียบ การเดินทางก็สะดวก แต่กันเหนียวขอมีไกด์บุ๊คติดตัวซะหน่อย เดินหาอยู่หลายร้านก็เจอแค่ 2-3 เล่ม ลองอ่านแล้วก็ไม่ถูกใจ ต้องพึ่ง Lonely Planet แบบไม่มีทางเลือก หาข้อมูลในเน็ตเพิ่มเติมจดลงสมุดโน้ตไว้ (เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ใช้อยู่ดี :P) แพลนไว้แต่แรกว่าจะเดินทางช่วงเมษาเพราะอากาศดีและฝนไม่ค่อยตก หลังจากนั้นก็เริ่มหาตั๋วเครื่องบินแต่เจอข่าวร้ายเพราะไม่มีสายการบิน low cost ตั๋วกรุงเทพ-ไทเป ราคาถูกสุดคือ KLM แต่ข่าวร้ายก็มาอีกเพราะเส้นทางนี้เปิดบริการถึงแค่เดือนมีนา เราจึงตัดสินใจไปปลายกุมภาเลย ไปสัมผัสอากาศหนาวดูดอกซากุระดีกว่า …เท่ากับว่ามีเวลาเตรียมตัวแค่สองอาทิตย์กว่าเอง!

ขออนุญาตข้ามขั้นตอนเตรียมความพร้อมอันยุ่งเหยิงไปที่วันเดินทาง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ขอข้ามเพราะแทบไม่ได้เตรียมอะไรเลยนอกจากเสื้อผ้า พาสปอร์ต ตังค์ ของใช้จำเป็น วันไหนเที่ยวไหนบ้างก็ไม่ได้วางแผนไว้ อย่างมากก็จดเป้าหมายกับข้อมูลเดินทาง เช็คพยากรณ์อากาศล่วงหน้ามีฝนตกตลอด กะว่า 6 วันเหลือๆ ค่อยไปสับเปลี่ยนโปรแกรมที่โน่นเอา เครื่องออกบ่ายครึ่ง เดินเล่นในสนามบินด้วยความตื่นเต้น ได้เวลาเช็คอินแล้ว :)

IMG_8878“ตม. วันนี้ผู้โดยสารค่อนข้างเยอะ อาจจะต้องวิ่งนะคะ…”

สิ้นเสียงเตือนจาก จนท.เช็คอิน สนามบินที่คล้ายสวนดอกไม้มีอลิซหน้าโง่ลั้ลลาในสวนอยู่กลับกลายเป็นประตูนรก บริการอันลือชื่อของสุวรรณภูมิอ้าแขนต้อนรับเราพร้อมกับแสยะยิ้มส่งเสียงหัวเราะหึหึ ผู้โดยสารขาออกท้ายแถวล้นออกมาด้านนอก พี่ ตม. แลดูเหมือนยมบาลเฝ้าประตูนรกค่อยๆ ปั๊มตราอย่างใจเย็น กว่าจะถึงคิวก็เกินเวลาเครื่องออกมา 10 นาทีแล้ว โชคอาจเข้าข้างเรานิดๆ ที่ข้างๆ มีคนไปไฟลท์เดียวกันรออยู่ กูตกมึงก็ตกล่ะวะ พอหลุดพ้นประตูนรกมาได้เท่านั้นล่ะ ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย วิ่งไม่คิดชีวิตราวกับมีฝูงซอมบี้เอามือมาสะกิดไหล่จากด้านหลัง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยวิ่งครั้งไหนดราม่าเท่าครั้งนี้ เห็นาร้าน duty free สองข้างทางที่วิ่งผ่านเต็มไปด้วยคนยืนหัวเราะสมน้ำหน้า ถ้าตกเครื่องกูจะทำหน้ายังไงดีวะ ประตูแม่งอยู่สุดเทอร์มินอลเสมือนปลายเล็บตีนของสนามบิน เราแอ่นนมพุ่งตัวผ่าน พนง.ที่ถือป้าย final call ราวกับวิ่งเข้าเส้นชัยโอลิมปิก โชคดีที่ยังมีผู้โดยสารติดอยู่ที่ ตม. อยู่ เราเลยไม่ใช่คนสุดท้าย หย่อนก้นสัมผัสที่นั่งเรียบร้อย อีก 3 ชม. ข้างหน้าเราจะอยู่ที่ประเทศไต้หวัน :)

IMG_4611เจ้านกเหล็กบินเข้าสู่น่านฟ้าเหนือเกาะไต้หวัน อีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงแต่เฮียกัปตันกลัวผู้โดยสารไม่ตื่นเต้น พี่แกควงจอยสติ๊กบินฝ่าพายุซะงั้น เครื่องสั่นปีกสั่นเหมือนแอ๊บโดมิไนเซอร์เรียกเสียงกรี๊ดจากผู้โดยสารได้เป็นระยะ แต่ก็ผ่านไปด้วยดี ล้อแตะรันเวย์สนามบินเถาหยวนมีสายฝนด้านนอกเปาะแปะเป็นเสียงปรบมือต้อนรับ เรามักตื่นเต้นเสมอเวลาเครื่องบินลงจอดที่สนามบินไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปต่างประเทศแต่ทริปนี้คือการรับบทพระเอกเดินทางชายเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต ตื่นเต้นเหมือนถูกครูเรียกให้ออกมาร้องเพลงหน้าชั้น ผ่าน ตม. ไปการผจญภัยของจริงจะเริ่มขึ้นแล้ว :)

กรอกใบเข้าประเทศเรียบร้อยพร้อมตรวจคนเข้าเมือง แป๊บเดียวก็ถึงคิวเรา ยื่นพาสปอร์ตสัญชาติไทยปุ๊บเจ้าหน้าที่คำถามเบสิค มาทำไม มากับใคร พักแถวไหน เป็นภาษาจีน มันหมายความว่าอะร๊ายยยยยยยย อั๊วะถือพาสปอร์ตไทยไม่เห็นเร้อออออ -*-

ยืนใบ้อยู่พักนึงเจ๊เจ้าหน้าที่เริ่มแน่ใจไอ้นี่ไม่ใช่สายลับสวมหน้ากากคนจีนแน่ๆ เจ๊เลยถามภาษาอังกฤษเราก็ตอบไปอย่างมั่นใจดั่งนางงามเปิดซองคำถามรอบสุดท้าย แต่คำถามสุดท้ายอีเจ๊นี่พูดมาก็ไม่รู้ “โหย่วๆ” อืมม… การเที่ยวเมืองจีน แล้วดันหน้าเหมือนคนจีน เป็นประสบการณ์เลวร้ายจริงๆ นะครับ

IMG_8881

ผ่าน ตม. เรียบร้อยพุ่งไปรับกระเป๋า หลังจากนั้นก็ตรงดิ่งไปซื้อซิมมือถือแบบ pre-paid เอาไว้เล่นเน็ต 3G + โทรกลับไทยนิดหน่อย ซื้อที่สนามบินจะสะดวกกว่าในเมือง กรอกเอกสารยื่นพาสปอร์ตเป็นอันใช้ได้ ยืนตกลงโปรโมชั่นกับคนขายอยู่ครู่ใหญ่ก็ได้ซิมของ Taiwan Telecom ราคา 500NT เล่นเน็ตได้ไม่จำกัด โทรกลับไทยนาทีละสองบาทกว่าก็โอเค

การเดินทางจากสนามบินมีรถบัสตรงจากสนามบินไปไทเป ถูกกว่าสะดวกกว่า แต่ไหนๆ มาถึงนี่แล้วขอลองขึ้นรถไฟหัวจรวด (Taiwan High-Speed Rail : THSR) สถานีรถไฟห่างสนามบินไปหน่อยต้องนั่งรถบัสไปสถานีก่อน ราคา 30NT เดินออกจากอาคารยืนรอรถบัสอากาศหนาวใช้ได้ประมาณ 12 องศา ลมแรงมาก ฝนตกตลอด ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ถึงสถานี THSR ตั๋วรถไฟหัวจรวดมีทั้งช่องจำหน่ายหรือเครื่องอัตโนมัติ Taoyuan > Taipei ราคา 160NT นั่งชมวิว 20 นาทีก็ถึง Taipei Main Station แล้ว :D

IMG_8893

IMG_4636

ถึงสถานี Taipei Main Station ตามเวลาบนตั๋วเป๊ะ เมลบอกโฮสเทลว่าถึงประมาณสี่ทุ่มเลยไม่มีเวลาเดินสำรวจสถานี ใกล้ถึงเวลาส่งการบ้านทำด้วยตัวเองคงไม่ทัน ลอกชาวบ้านเอาดีกว่า เดินตามคนท้องถิ่นแหละง่ายดี ปรากฎว่าพี่แกพาขึ้นบันไดไปเจอทางตันซะงั้น Taipei Main Station เป็นศูนย์กลางการเดินทางทั้งหมด มันใหญ่มาก! เป็นศูนย์กลางทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟธรรมดา รถไฟความเร็วสูง เหมือนสถานีสยามยัดใส่หัวลำโพง คนเยอะแยะวุ่นวาย แม้แต่คนไต้หวันเองก็ยังหลงเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งเราเจอประจำ) สรุปว่าเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีแดงดีกว่า

IMG_4648

โฮสเทลที่จองไว้ชื่อ Eight Elephants Hostel 5 นาทีจาก MRT Guting Station เรตติ้งในเว็บ hostelworld ค่อนข้างดี ใกล้มหาลัยด้วย แฮ่ :D (จองผ่านเว็บ hostelworld.c0m มาก่อน จ่ายล่วงหน้า 10% ที่เหลือจ่ายตอนเช็คอิน) ออกจากสถานีเดินฝ่าฝนตามแผนที่ที่ปรินต์มาจากถนนหลักเลี้ยวเข้าถนนรอง และยังมีซอยเล็กๆ ยิบย่อยบวกกับหน้าตาทั่วไปของโฮสเทลที่มันจะซ่อนตามตึกหรืออพาร์ตเมนต์ เดินวนอยู่พักใหญ่… หลงครับ หาไม่เจอ กระเป๋าก็หนักจนเมื่อยไหล่ ถนนก็เฉอะแฉะ โชคดีมีฝรั่งเดินผ่านเค้าเลยพาไป ถึงหน้าประตูแทบจะอุทานออกมาเป็นภาษามองโกล ให้ตายเหอะ! เป็นประตูอพาร์ตเมนต์ธรรมดาไม่มีป้ายไม่มีอะไรบอกเลย มีแค่สติ๊กเกอร์ช้าง 8 ตัวตามชื่อโฮสเทล กดกริ่งเรียกมีสต๊าฟออกมาต้อนรับ เช็คอินจ่ายตังค์เก็บข้าวของใส่ล็อคเกอร์ ได้ห้องรวม 7 เตียง นอนเตียงล่างด้านในสุด ฮวงจุ้ยดีเพราะไม่ถูกรบกวนจากคนเดินเข้าออกเท่าไหร่ ห้องอาบน้ำรวม 3 ห้อง มีครัวทำอาหารกินเองได้ ในตู้เย็นมี shared food บริการ สนนราคา 490NT ต่อคืน

IMG_4650

ดึกแล้วชักหิว ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ลงจากเครื่องเลยออกไปหาอะไรใส่ท้อง เดินย้อนไปทางถนนใหญ่ร้านรวงปิดแล้วเลยพึ่งเซเว่นอิ่มสะดวก อร่อยง่ายใกล้บ้าน มองหาของกินแปลกตาก็ไปเจอไข่ต้มชา (นึกว่าไข่พะโล้) กับโอเด้ง ชิ้นละ 10NT ซื้อมาม่ามาลองอีกถ้วยนึง (เพิ่งมารู้เอาวันหลังว่าเดินเลยซอยโฮสเทลไปนิดนึงมีของกินเยอะมาก มีร้านบะหมี่ ข้าวราด ร้านกาแฟ ร้านชาไข่มุก ปิดดึกด้วยเพราะคนขายยืนเล่น Dota -*-)

IMG_4907เซเว่นไต้หวันจะใส่ถุงพลาสติกให้ ต้องจ่ายค่าถุงเลยกางร่มถือถ้วยโอเด้งกับบะหมี่กลับไปกิน ความสนุกของการอยู่โฮสเทลคือการได้พบปะเพื่อนหลายเชื้อชาติต่างภาษา สาวแว่นชาวจีนนั่งดูทีวีอยู่หันมาถามเราที่กำลังซดมาม่าอยู่ “นายมาไกลถึงที่นี่แล้วกินเปี้ยนเหมี่ยนเนี่ยนะ?” ภาษาจีนไม่กี่คำเท่าที่รู้ “เหมี่ยน” แปลว่าบะหมี่ “เปี้ยนเหมี่ยน” คงหมายถึงบะหมี่สำเร็จรูป เรายิ้มแหะๆ ไม่รู้จะตอบอะไร

เดินขึ้นบันไดเอาขยะไปทิ้งที่ครัว (ต้องแยกขยะด้วยนะ) เจอผู้หญิงหน้าตาน่ารักอายุน่าจะไล่ๆ กันกำลังล้างสตรอเบอร์รี่อยู่ เลยทักทายกันตามมารยาท เธอถามว่าเรามาจากไหนเราบอกไปว่าไทยแลนด์

“อ้าว… คนไทยเหรอคะ?” เธอพูดภาษาไทยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เราเองตื่นเต้นปนดีใจไม่ต่างที่เจอคนบ้านเดียวกัน พักที่เดียวกันอีกต่างหาก ถามไถ่เป็นยังไงมายังไงได้ความว่าเธอชื่อกิ๊ฟ มาไต้หวันก่อนเรา 3 วัน มาคนเดียวเหมือนกันแต่มีเพื่อนที่นี่ นั่งคุยกันที่ล็อบบี้พร้อมกับจ้วงสตรอเบอร์รี่ไปด้วยจนหายเกร็งสักพัก กิ๊ฟถามว่าเรามีแผนไปเที่ยวที่ไหนบ้างแต่เรามีแค่บัญชีหนังแกะลิสท์สถานที่ที่อยากไปคร่าวๆ ไม่ได้กำหนดว่าโปรแกรมแต่ละวันมีอะไรบ้าง แต่ตั้งใจว่าวันแรกจะตระเวนในไทเปทำความคุ้นเคยก่อน

“พรุ่งนี้จะไปจิ่วเฟิ่น ไปด้วยกันมั้ยคะ?”

การเดินทางมักจะเจอสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เราไม่คาดคิดเสมอ

“…ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ :)”

2 responses to “ไต้หวันไดอารี่ ตอนที่ 1 : วิ่งหน้าไหม้ไปไทเป

  1. เขียนมันส์ดีค่ะ อ่านไปขำไป กำลังจะไปไต้หวันพอดีเลยมาหาข้อมูลหน่อย ^^

  2. เขียนสนุกดีค่ะ มาตามอ่านรำลึกความหลัง เพราะไม่ได้ไปมาแล้ว 5 ปีแล้วกำลังจะไปอีกอาทิตย์หน้าค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s